
ประชาธิปไตยสไตล์ปูติน 12 ปี จนรัสเซียต้องลุกฮือ
ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ชาวรัสเซียหลายหมื่นคน
ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ชาวรัสเซียหลายหมื่นคน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็นในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย ชาวรัสเซียหลายหมื่นคนได้ออกมารวมตัวกันชุมนุมเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่หดหายไปจากแดนหมีขาวนานนับทศวรรษ
เสียงโห่ร้องของประชาชน “ไม่เอารัฐตำรวจ ไม่เอาปูติน” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ธงสีสันสวยงามสะบัดพลิ้ว ไปตามสายลม ภาพนายกรัฐมนตรี วลาดิมีร์ ปูติน ซึ่งในอดีตเคยเป็นผู้นำ ผู้เป็นที่รักและเปรียบเสมือนความหวังของประชาชนทั้งประเทศ ลุกเป็นไฟท่ามกลางการโห่ร้องยินดีของผู้ชุมนุม
การชุมนุมประท้วงในรัสเซียเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่สุดตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และได้ลุกลามเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศ เป็นภาพที่ประชาคมโลกไม่ค่อยคุ้นเคยมากนัก
ทั้งนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ประชาชนจำนวนมากได้มารวมตัวกันแสดงออกถึงความไม่พึงพอใจต่อระบอบปูติน จนเล่นเอารัฐบาลของปูตินแทบจะตั้งตัวไม่ทันกับภาพของมวลมหาชนที่กำลังกดดันขับไล่พวกเขาอยู่นั้น
“เรากำลังเรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่” ผู้ชุมนุมรายหนึ่งกล่าวอย่างโกรธแค้น โดยนับตั้งแต่พรรคยูไนเต็ดรัสเซียที่ปูตินปลุกปั้นมากับมือ ชนะการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ก็เกิดกระแสข่าวหนาหูว่าทางพรรคใช้กลโกงสารพัดไม่ว่าจะเป็นการยัดไส้บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนไว้แล้ว หรือการบังคับให้ประชาชนลงคะแนนให้พรรค
ดังนั้น นักวิเคราะห์จึงมองว่า การชุมนุมประท้วงครั้งนี้จึงอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ถึง “การเปลี่ยนแปลง” ครั้งใหญ่ที่กำลังปะทุขึ้นอย่างช้าๆ ในรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจก่อนว่า แม้ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเป็นสาเหตุหลักที่ได้จุดประกาศให้ชาวรัสเซียออกมาเคลื่อนไหว แต่ต้นตอของความอัดอั้นตันใจของประชาชนนั้น แท้จริงแล้วมาจากปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมรัสเซียมายาวนานนับตั้งแต่ปูตินก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศเมื่อปี 2541
สาเหตุสำคัญคือ ปัญหาคอร์รัปชันในวงการสีกากีของรัสเซีย ซึ่งเปรียบเสมือนโรคร้ายที่คอยกัดกินรากฐานของประเทศจนประชาชนไม่สามารถนิ่งดูดายได้อีกต่อไป
เพราะตลอดเวลาเกือบทศวรรษที่อยู่ภายใต้การกุมบังเหียนของปูติน รัสเซียต้องตกอยู่ในหุบเหวแห่งคอร์รัปชัน โดยจากที่เคยรั้งอันดับ 82 ของประเทศที่มีการคอร์รัปชันน้อยที่สุดเมื่อปี 2543 หนึ่งทศวรรษผ่านไป ปัญหาคอร์รัปชันในรัสเซียได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนดิ่งลงมาอยู่ที่ 143 จากทั้งหมด 180 ประเทศ
นับตั้งแต่ปูตินก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดของประเทศครั้งแรก เจ้าตัวได้ยื่นข้อเสนอสุดพิเศษให้แก่บรรดาผู้มีอิทธิพลในประเทศ คือ ยอมให้เจ้าพ่อถิ่นหมีขาวทั้งหลาย “กอบโกยผลประโยชน์เต็มที่” เพื่อแลกกับการ “ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวทางการเมือง” ซึ่งกลยุทธ์นี้ก็ได้ผลักดันให้ปูตินกลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลทางการเมืองมากที่สุดปราศจากคู่แข่งใดๆ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาคอร์รัปชันก็ฉุดเศรษฐกิจและสังคมรัสเซียอย่างหนัก โดยสถาบันวิทยาการสารสนเทศเพื่อประชาธิปไตยรัสเซียประเมินว่า หากคำนวณมูลค่าของการคอร์รัปชันในรัสเซียจะพบว่าสูงถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่าเท่างบประมาณของประเทศ และ 25% ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีเอ็นพี) สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้ได้บั่นทอนศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก
“ปัญหาคอร์รัปชันเข้ามาเป็นสิ่งสามัญในชีวิตประจำวันของคนรัสเซียไปเสียแล้ว” เดฟ เอซเซล นักเขียนรายหนึ่งกล่าว โดยผลสำรวจสำนักหนึ่งเคยเผยว่า เมื่อปี 2553 ชาวรัสเซียกว่า 15% เคยจ่ายสินบนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงรอบปี
ทั้งนี้ เพราะในรัสเซีย การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปของ “เงินสินบน” แฝงอยู่ในทุกระดับของวงการราชการไล่ตั้งแต่ระดับสูงสุดไปจนถึงต่ำสุด เช่น มีการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ อย่างชัดเจน และเจ้าหน้าที่รัฐก็มักกระจายผลประโยชน์ต่างๆ ให้บรรดาญาติพี่น้องและคนใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อสภารัสเซียออกกฎหมายฉบับใหม่ที่เอื้อต่อการทุจริตสุดๆ เมื่อปี 2552 ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเก็บเงินจากประชาชนได้ง่ายขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการทำให้คอร์รัปชันถูกต้องตามกฎหมายนั่นเอง
ในส่วนของประชาชน ชาวรัสเซียนั้นก็ทราบดีว่าปัญหาคอร์รัปชันในประเทศร้ายแรงเพียงใด โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาชาวรัสเซียจำนวนมากต้องรัดเข็มขัดและอยู่อย่างลำบากท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะที่เหล่านักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐกลับซื้อคฤหาสน์และรถหรู ซึ่งหากพิจารณาจากเงินเดือนของแต่ละคนแล้วคงไม่สามารถซื้อได้หากไม่มีเงินทุนพิเศษที่เรียกว่าเงินใต้โต๊ะนั่นเอง
แม้ชาวรัสเซียจำนวนมากจะเชื่อว่าปูติน โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้เป็นคนโกงกิน แต่การที่ปูตินทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นและปล่อยให้บรรดานักการเมืองในสังกัดร่ำรวยผิดหูผิดตา จนได้สร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนในสังคมอย่างชัดเจน ก็สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังมองว่าปูตินไม่มี ความเคารพต่อระบอบประชาธิปไตยเอาเสียเลย ภายหลังเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี ดิมิทรี เมดเวเดฟ ได้เสนอในที่ประชุมใหญ่พรรคยูไนเต็ดรัสเซีย ให้ปูตินเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียอีกสมัย ซึ่งจะมีการเลือกตั้งช่วงเดือน มี.ค. ปีหน้า โดยปูตินก็ได้ตอบรับข้อเสนอแต่โดยดี แต่ทุกคนก็ทราบดีว่าแผนสลับตัวดังกล่าวเป็นเพียงการจัดฉากที่มีการริเริ่มวางแผนมาตั้งแต่ต้น
เพราะรัฐธรรมนูญรัสเซียกำหนดไม่ให้ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 2 วาระ ทำให้ระหว่างปี 2551-2555 ปูตินจึงต้องยอมสละตำแหน่งสูงสุดและผันตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีแทน โดยได้มอบหมายให้คนใกล้ชิดอย่างเมดเวเดฟมาลงรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี
แต่บรรดานักวิเคราะห์มองว่า แม้จะไม่ได้เป็นประธานาธิบดี แต่อำนาจทั้งหมดทั้งปวงก็ยังคงอยู่ในมือของปูติน โดยเจ้าตัวนั้นเพียงแต่นับวันถอยหลังที่จะได้กลับมาสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง
และในครั้งนี้ปูตินก็มีสิทธิที่จะอยู่ยาวไปอีก 12 ปี เพราะเจ้าตัวได้แก้ไขรัฐธรรมนูญจากเดิมที่ประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระละ 4 ปี เพิ่มเป็น 6 ปี ดังนั้นรวมเวลาทั้งหมดแล้ว หากปูตินชนะการเลือกตั้งในปีหน้าก็อาจจะอยู่ในอำนาจเป็นเวลานานถึง 24 ปี ซึ่งเชื่อว่าแค่ได้ยินตัวเลขชาวรัสเซียไม่น้อยก็แอบขวัญผวาเลยทีเดียว
ชาวรัสเซียรู้สึกเบื่อหน่ายกับระบอบประชาธิปไตยแบบจัดฉากของปูติน ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการปกครองและผลประโยชน์ของประเทศ โดยอำนาจของปูตินนั้นอยู่บนระบบการเลือกตั้งที่ฉ้อฉล เป็นภาพมายาที่ได้รับการส่งเสริมไม่หยุดหย่อนจากรัฐบาล
รอย เมดเวเดฟ นักประวัติศาสตร์รัสเซีย มองว่า โครงสร้างระบบการปกครองของรัสเซียนั้นเหมือนกับเมื่อครั้งสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากกว่าการเป็นประชาธิปไตย เพราะรัสเซียมีผู้นำสูงสุดเพียงผู้เดียว ซึ่งก็คือปูติน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากที่สุด เพราะมีอำนาจเหนือกลุ่มทางการเมืองทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ในช่วงที่ปูตินเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่ๆ เจ้าตัวเป็นที่รักของชาวรัสเซียเพราะเจ้าตัวสามารถฟื้นฟูรัสเซียขึ้นมาใหม่ ทำให้สถาบันต่างๆ มีเสถียรภาพ และทำให้ประเทศผงาดในเวทีโลกได้อย่างสวยงามอีกครั้ง
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาปัญหาทุจริตคอร์รัปชันที่แพร่กระจายเป็นวงกว้างประกอบการเศรษฐกิจรัสเซียที่ชะลอตัวอย่างหนักก็ส่งผลให้ผลงานของปูตินในช่วงแรกนั้นถูกปัญหาต่างๆ เหล่านี้บดบังรัศมีไปโดยสิ้นเชิง
ขณะเดียวกัน ในสายตาชาวรัสเซียนับวันความมีอิทธิพลของปูตินก็กำลังกลายเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อประเทศชาติ ซึ่งหากไม่มีใครสกัดทัดทานตั้งแต่แรก ก็ยิ่งเป็นการปูทางให้ปูตินสะสมอำนาจบารมีมากขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น
เพราะทุกคนทราบดีว่าปูตินไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มีตำแหน่งใด ก็ยังเป็นผู้นำอยู่วันยังค่ำ
การชุมนุมประท้วงของชาวรัสเซียครั้งนี้จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการปลุกปูตินให้ตื่นจากการฝันเฟื่องว่าจะสามารถเอาชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้าได้อย่างง่ายดาย เพราะงานนี้ดูจะไม่หมูเสียแล้ว
หากปูตินไม่ยอมรับฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน หากไม่แหกตาดูความจริงเสียทีว่าประชาชนเบื่อหน่ายกับนักการเมืองหน้าเดิมและระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมมากเพียงใด ปูตินก็จะต้องประสบกับความปราชัยในที่สุด







