
ประชุมโลกร้อนบรรลุผลดึง3ยักษ์ จีน-อินเดีย-สหรัฐ ลดปล่อยก๊าซ
ที่ประชุมยูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สามารถบรรลุข้อตกลงลดโลกร้อนฉบับใหม่
ที่ประชุมยูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สามารถบรรลุข้อตกลงลดโลกร้อนฉบับใหม่
ดึงประเทศกำลังพัฒนาผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่เข้าร่วมสำเร็จ ด้านนักสิ่งแวดล้อมโวยข้อตกลงใหม่ยังคลุมเครือ ไร้ประสิทธิภาพ แก้ปัญหาไม่ได้
เอเอฟพี รายงานว่า ที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ณ เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ สามารถบรรลุข้อตกลงลดโลกร้อนฉบับใหม่ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศผู้ปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ของโลกอย่างจีน อินเดีย และสหรัฐ ถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมในข้อตกลงที่มีผลบังคับในทางกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน
รายงานระบุว่า ภายใต้ข้อตกลงสภาพอากาศโลกฉบับใหม่ ที่มีชื่อว่า “เดอร์บัน แพ็กเกจ” 190 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงผู้ปล่อยก๊าซรายใหญ่อย่างจีน อินเดีย และสหรัฐ จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ว่าด้วยการลดโลกร้อน ภายใต้ข้อตกลงซึ่งจะมีการลงนามกันภายในปี 2558 และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องใช้เวลาถกลึกลงไปในรายละเอียดเพื่อสรุปเงื่อนไขที่ทุกฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน
ด้านนักวิเคราะห์มองว่า การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวนับว่าเป็นความสำเร็จระดับหนึ่งในการแก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากที่ผ่านมานั้นที่ประชุมล้มเหลวมาโดยตลอดในการดึงสหรัฐและประเทศกำลังพัฒนายักษ์ใหญ่อย่างจีนและอินเดียเข้ามามีส่วนร่วมในการลดปัญหาโลกร้อน ทั้งๆ ที่ 3 ประเทศดังกล่าว คือประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก โดยจีนครองอันดับ 1 ตามมาด้วยสหรัฐและอินเดีย
ทอดด์ สเติร์น ทูตด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐ เปิดเผยว่า ทางสหรัฐรู้สึกพึงพอใจกับข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัก โอบามา
ทั้งนี้ ก่อนที่ที่ประชุมจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ บรรยากาศก็ทวีความตึงเครียด เมื่อตัวแทนจากอินเดียและจีนลุกขึ้นกล่าวแสดงความไม่พอใจ โดยระบุว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาประเทศพัฒนาแล้วต่างล้มเหลวที่จะรักษาสัญญาในการลดโลกร้อน
“ตลอด 200 ปีที่ผ่านมา ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการก่อมลพิษให้กับโลกใบนี้ คือ ประเทศพัฒนาแล้ว ดังนั้นอยู่ๆ จะมาผลักความรับผิดชอบมาที่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างพวกเราไม่ได้” ชยันตี นาตาราจัน รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอินเดีย กล่าว
ขณะที่ตัวแทนจากจีนก็ได้กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศได้ออกมาตรการและโครงการด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากมาย แต่หลายประเทศพัฒนาแล้วกลับไม่ทำอะไรเลยเพื่อแก้ปัญหา
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมก็สามารถผ่านช่วงเวลาตึงเครียดนี้ไปได้ภายหลัง ไมเตน โกอานา มาชาบาเน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประธานที่ประชุม ได้สั่งพักการประชุมเพื่อที่แต่ละฝ่ายจะได้มีเวลาคิดแผนการที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้ต่ออายุพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นข้อผูกพันทางกฎหมายซึ่งกำหนดให้ประเทศผู้ลงนามต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยพิธีสารนี้จะหมดอายุลงในสิ้นปี 2555 และเบื้องต้นมีรายงานจะยืดออกไปจนถึงปี 2560 ทว่ารายงานข่าวบางสำนักกลับระบุว่ายังไม่ได้มีการตกลงว่าจะยืดเวลาออกเป็น 5 ปี หรือ 8 ปี
ในเบื้องต้นนั้น หลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น รัสเซีย และแคนาดา ได้ส่งสัญญาณว่าจะไม่ขอมีส่วนร่วมในพิธีสารเกียวโตอีกต่อไป เนื่องจากมองว่าพิธีสารดังกล่าวไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้เนื่องจากมีแต่ประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้นที่ได้ให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการเข้ามามีส่วนร่วมของจีน สหรัฐ และอินเดีย ในข้อตกลงฉบับใหม่ จะช่วยให้ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเคยลงนามในพิธีสารเกียวโตครั้งแรกเมื่อปี 2540 ตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมอีกครั้ง
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้บรรลุข้อตกลงเรื่อง “กองทุนภูมิอากาศเขียว” ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อระดมทุนให้ได้ 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี 2563 เพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก แต่ที่ประชุมยังไม่สามารถสรุปรายละเอียดได้ว่าเงินดังกล่าวจะมาจากภาครัฐและเอกชนในสัดส่วนเท่าใด
ทั้งนี้ แม้หลายฝ่ายจะแสดงความพอใจกับผลการประชุมดังกล่าว แต่นักสิ่งแวดล้อมและนักเคลื่อนไหวจำนวนมากได้ออกมาแสดงความไม่พอใจ โดยมองว่า การเจรจาดังกล่าวล้มเหลวในที่สุด เพราะที่ประชุมไม่สามารถร่วมมือแก้ปัญหาโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
“ที่ประชุมมัวแต่เสียเวลาไปกับการร่างข้อตกลงจนล้มเหลวที่จะออกมาตรการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” นักสิ่งแวดล้อมรายหนึ่งกล่าว โดยส่วนใหญ่นั้นไม่พอใจที่ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้รวมเงื่อนไขการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซของประเทศต่างๆ
ขณะเดียวกันหลายฝ่ายยังมองว่า มาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนนั้นไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งก็คือการจำกัดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส โดยรายงานวิจัยที่เสนอต่อที่ประชุมครั้งนี้พบว่า อุณหภูมิโลกสูงขึ้น 3.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งอย่างรุนแรง น้ำท่วม พายุ และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น กระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรโลกหลายสิบล้านคน







