
พม่า ว่าที่ เสือเศรษฐกิจ ของเอเชีย
หลังจากโดนโดดเดี่ยวอยู่นานกว่า 2 ทศวรรษ อยู่ๆ แสงสปอร์ตไลต์ดวงใหญ่ก็สาดส่องตรงลงมาที่
หลังจากโดนโดดเดี่ยวอยู่นานกว่า 2 ทศวรรษ อยู่ๆ แสงสปอร์ตไลต์ดวงใหญ่ก็สาดส่องตรงลงมาที่
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หลังจากโดนโดดเดี่ยวอยู่นานกว่า 2 ทศวรรษ อยู่ๆ แสงสปอร์ตไลต์ดวงใหญ่ก็สาดส่องตรงลงมาที่ ประเทศพม่า บ้านใกล้เรือนเคียงของประเทศไทยเข้าอย่างจัง ในทันทีที่ภารกิจเยือนพม่าครั้งประวัติศาสตร์ของ ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ สิ้นสุดลงเมื่อต้นเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา
นัยว่า การเดินทางเยือนพม่าของฮิลลารีที่ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 50 ปี คือสัญญาณที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ทั่วโลกต่างมองเห็นตรงกันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับชาติตะวันตกอย่างสหรัฐเริ่มพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น และมีแนวโน้มนำไปสู่การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่าในอนาคต
สัญญาณทางบวกที่เกิดขึ้น ส่งผลให้พม่ากลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมสุดๆ เนื่องจากนักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกต่างจับจ้องอย่างใกล้ชิดเพื่อหาช่องทางในการกลับเข้าไปลงทุนอีกครั้ง
สาเหตุเป็นเพราะ เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แล้ว พม่า คือประเทศที่พร้อมด้วยทรัพยากรที่น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ ปัจจัยแรกสุดที่ดูจะเป็นข้อได้เปรียบที่พม่ามีเหนือประเทศเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันก็คือ ชัยภูมิที่ตั้ง ซึ่งอยู่ระหว่างอินเดียและจีน 2 ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของเอเชียและของโลกได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ
ดังนั้น อาจเรียกได้ว่าที่ตั้งของพม่าเป็นจุดยุทธศาสตร์หลัก หรือเป็นประตูสำคัญของทั้งจีนและอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนที่ต้องการขยายเส้นทางการค้าและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับมณฑลทางตะวันตก เช่น มณฑลยูนนาน ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทะเล ดังนั้นจึงต้องใช้พม่าเป็นประตูสู่ทะเลอันดามันและมหาสมุทรอินเดีย
ปัจจัยที่ 2 คือ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ ดีบุก สังกะสี ทองแดง และอัญมณีจำพวกเพชร พลอย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลผลิตสำคัญที่พม่าต้องพึ่งพาเพื่อใช้ในการส่งออกเป็นสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินค้าเกษตร ประมง ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ และสิ่งทอ
ปัจจัยที่ 3 ก็คือตลาดภายในขนาดใหญ่ โดยพม่ามีจำนวนประชากรมากถึง 50 ล้านคน และมีขนาดประเทศใหญ่เท่าฝรั่งเศสและอังกฤษรวมกัน
นอกจากนี้ นักลงทุนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เสน่ห์ของพม่านั้นอยู่ที่ “ความสดใหม่” ของประเทศ เนื่องจากเป็นเวลานานกว่า 21 ปี ที่ชาติตะวันตกได้ออกมาตรการคว่ำบาตรพม่า ซึ่งหมายความว่า ชาติตะวันตกอย่างสหรัฐและยุโรปไม่ได้มีการทำการค้าหรือเข้าไปลงทุนในพม่าเลยตลอดช่วงเวลา 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จะมีก็แต่บางบริษัทที่เข้าไปลงทุนในพม่าตั้งแต่แรกเริ่ม
ดังนั้น ในสายตานักลงทุน พม่าจึงเปรียบเสมือนตลาดใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยโอกาสและช่องทางในการลงทุนมากมาย ยังคงเป็นตลาดที่ไร้ซึ่งอิทธิพลของโลกตะวันตก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนหมายถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลสำหรับนักลงทุนกลุ่มแรกๆ ที่สามารถเข้าไปเจาะตลาดนี้ได้
“เสน่ห์ของพม่าอยู่ที่ทำเลที่ตั้ง จำนวนและความหลากหลายของประชากร และจังหวะในการเปิดประเทศ” แอนดริว พูลเลอร์ ผู้จัดการการลงทุนจาก บริษัท เซนเทียนท์ กรุ๊ป บริษัทกองทุนเอกชน กล่าว โดยมองว่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้พม่ากลายเป็นเป้าสนใจของบรรดานักลงทุนต่างชาติ
ด้าน คริสเตียน โอรัม นักธุรกิจชาวอังกฤษที่อาศัยอยู่ในพม่ามานานกว่า 13 ปี มองว่า ความสดใหม่ของพม่านั้นส่งผลให้นักลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนในระดับสูง “คุณจะไม่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนระดับนี้ในเวียดนามหรือไทยอีกต่อไป เนื่องจากทั้งสองประเทศได้ผ่านจุดเริ่มต้นนี้ไปแล้ว แต่สำหรับพม่าเราเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเอง” โอรัม กล่าว
ดังนั้น ใครที่มีโอกาสเยือนพม่าในช่วงเวลานี้ ก็ไม่ต้องแปลกใจหากพบเห็นนักธุรกิจชาวตะวันตกกำลังขลุกตัวอยู่ในล็อบบี้โรงแรมหรูใจกลางกรุงเนย์ปิดอว์ หรือนครย่างกุ้ง
เพราะสำนักข่าวชื่อดังอย่างรอยเตอร์ส รายงานว่า เพียงไม่กี่วันก่อนที่รัฐมนตรีฮิลลารีจะเดินทางถึงพม่า บริษัทและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของโลกหลายแห่งก็ได้พร้อมใจกันตบเท้าเดินทางมาพม่าเพื่อสอดส่องหาช่องทางในการลงทุน
ในจำนวนนั้นประกอบด้วยกลุ่มตัวแทนจากคอมเมิร์ซ แบงก์ เอจี ธนาคารรายใหญ่อันดับ 2 ของเยอรมนี สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาแห่งชาติเยอรมนี (ดีอีจี) และบริษัท เชฟรอน ผู้สำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติชั้นนำของโลก
รอนดา ไซก็อกกี รองผู้จัดการฝ่ายนโยบายและการวางแผนของเชฟรอน เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนพม่าของสหรัฐเป็นสัญญาณเชิงบวก โดยทางเชฟรอนจะติดตามพัฒนาการต่างๆ ในประเทศพม่าอย่างใกล้ชิด ซึ่งแม้ขณะนี้ทางบริษัทจะมีโครงการต่างๆ ในพม่าบ้างแล้ว เนื่องจากได้เข้าไปลงทุนก่อนที่พม่าจะถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ แต่ทางบริษัทก็ไม่สามารถขยายการลงทุนได้จนกว่ามาตรการคว่ำบาตรจะถูกยกเลิก
ด้าน เอ็กซอนโมบิล บริษัทผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่สุดของโลกมองว่า พม่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดี ขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติฝรั่งเศส (โตตาล เอสเอ) ซึ่งได้เข้าไปลงทุนในพม่าบ้างแล้ว ระบุว่า ต้องการมีบทบาทในพม่ามากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่อย่าง โคคาโคลา ก็ได้แสดงความต้องการที่จะเข้าไปลงทุนในพม่า แต่ยืนยันว่าจะต้องรอช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น ซึ่งก็คือหลังนานาชาติยุติการคว่ำบาตรพม่านั่นเอง
แม้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจะเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับนักลงทุนในขณะนี้ แต่การปรากฏตัวของรัฐมนตรีฮิลลารีก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับพม่า
สิ่งที่เห็นได้ชัดสุด คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาอาคารแห่งหนึ่งในนครย่างกุ้งทะยานขึ้นจาก 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปอยู่ที่ 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังรัฐมนตรีฮิลลารีขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับสหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่ออนาคตของพม่า
ขณะเดียวกัน ได้เกิดปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลง “ระบบความคิด” (Mindset) ของบรรดานักลงทุนต่างชาติ โดยตอนนี้ทุกคนเริ่มหันมาตั้งคำถามว่า สหรัฐจะยกเลิกการคว่ำบาตรพม่า “เมื่อใด” แทนคำถามเดิมว่า จะยกเลิก “หรือไม่” โดยส่วนใหญ่คาดว่าพม่าจะกลับมามีบทบาทในเวทีโลกอีกครั้งภายในปี 2013
อย่างไรก็ตาม แม้บรรยากาศในพม่าขณะนี้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความคึกคักและความหวัง แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากก็ออกโรงเตือนว่า เส้นทางของพม่าในการก้าวเข้าสู่บทบาทของการเป็น “เสือเศรษฐกิจ” ของภูมิภาคนั้นยังคงอีกยาวไกล
ทั้งนี้ เพราะสภาพแวดล้อมในพม่ายังคงไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนมากนัก ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้ประสิทธิภาพ ระบบสาธารณูปโภคที่ยังไม่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะไฟฟ้า ถนน และท่าเรือ ที่ยังไม่ได้มาตรฐานสากล และความอ่อนแอของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บางส่วนยังกังวลว่า ความพยายามของพม่าในการปฏิรูปประเทศในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยนักโทษทางการเมือง การตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การหารือกับกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อย การออกกฎหมายแรงงาน ลดภาษีการค้าต่างประเทศ และการปรึกษาหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพื่อปรับปรุงระบบเงินสกุลท้องถิ่น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน อาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพม่า โดยทางสหรัฐเองก็ยืนกรานว่ายังไม่มีแผนที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพม่าในเร็วๆ นี้ จนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศที่มากกว่านี้
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่พม่าจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่า “พร้อม” ที่จะเป็นเสือเศรษฐกิจของเอเชีย โดยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและจริงใจในการเปลี่ยนแปลงประเทศและลดการโดดเดี่ยวตนเองลง
ขณะเดียวกัน ยังต้องพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันเป็นอิสระจากร่มเงาของกองทัพและนโยบายต่างๆ จะไม่ถูกแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสในกองทัพ ซึ่งอาจรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้ เชื่อว่าอีกไม่นานชาติตะวันตกก็จะเริ่มผ่อนมาตรการคว่ำบาตรอย่างแน่นอน
สุดท้ายแล้ว อนาคตของพม่าก็ขึ้นอยู่กับตัวพม่าเอง







