
เปลี่ยนอะไรก็ไม่สู้'เปลี่ยนหน้า'
อุปรากรจีนถือเป็นศิลปะการร้องรำที่สื่อความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ผ่านสีหน้าและการเคลื่อนไหวทางร่างกาย
อุปรากรจีนถือเป็นศิลปะการร้องรำที่สื่อความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ผ่านสีหน้าและการเคลื่อนไหวทางร่างกาย
ฟังแค่ชื่อหลายคนคงถึงกับส่ายหัวและไม่คิดที่จะสัมผัสศิลปะประจำชาติจีนเท่าใดนัก เพราะอุปสรรคตัวฉกาจของการชมก็คือ ภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ แล้วจะให้เข้าถึงความรู้สึกนึกคิดของตัวละครได้อย่างไร ดังนั้น การแสดงอุปรากรของนานาท้องถิ่น จึงมักสอดแทรกการแสดงที่สร้างความรู้สึกแปลกใหม่ให้แก่ผู้ชม แม้จะเป็นคนต่างชาติ ต่างภาษา ก็สามารถเข้าถึงสภาพอารมณ์และความเป็นไปของตัวละครได้เช่นกัน หนึ่งในการแสดงที่ว่านี้มีชื่อว่า “การเปลี่ยนหน้า” ซึ่งรู้จักกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
เชื่อกันว่าการเปลี่ยนหน้ามีมานับแต่อดีตกาลแล้ว ชาวจีนโบราณอาศัยเทคนิคการเปลี่ยนหน้าในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ดุร้าย ถือเป็นการขู่ขวัญสัตว์เหล่านี้ไม่ให้มาทำร้ายตนเอง อุปรากรเสฉวนเป็นผู้ริเริ่มนำศิลปะการเปลี่ยนหน้ามาประกอบเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง โดยใช้เทคนิคเฉพาะตนที่เลียนแบบได้ยากมาช่วยให้การแสดงดังกล่าวเป็นที่กล่าวขานกันในหมู่ผู้ชม
“การเปลี่ยนหน้า” ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอุปรากรนานาท้องถิ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอุปรากรทางตอนใต้ของประเทศจีนที่มีเทคนิคการแสดงแตกต่างกันไปตามสภาพสังคมของแต่ละท้องถิ่น แน่นอนว่า หากเอ่ยถึงการแสดงชุดนี้คงต้องยกนิ้วให้กับอุปรากรเสฉวนที่ถือเป็นต้นตำรับและสร้างชื่อให้แก่ประเทศชาติทุกครั้งที่ได้จัดแสดงตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก
หลายคนที่ได้ชมการแสดงเปลี่ยนหน้า คงรู้สึกเพลิดเพลินไปกับรูปลักษณ์ของใบหน้าที่สลับสับเปลี่ยนกันไปภายในเวลาแค่ชั่วพริบตาและชื่นชมฝีมือนักแสดงจนต้องปรบมือกันอย่างเกรียวกราว ใบหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในชั่วเสี้ยววินาทีแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางจิตใจของตัวละครซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน บ้างก็เกิดอารมณ์กลัว ตามมาด้วยความผิดหวัง หรือไม่ก็มีอารมณ์โกรธ ซึมเศร้า เป็นต้น ถือเป็นศิลปะที่สามารถตอบสนอง “ความแปรปรวนทางสภาพจิตใจ” ที่เกิดขึ้นภายในใจของนักแสดงได้เป็นอย่างดี
การเปลี่ยนหน้าระหว่างการแสดงนั้นสามารถแบ่งเป็นชุดใหญ่กับชุดเล็ก ที่ว่าชุดใหญ่ก็คือนักแสดงสามารถเปลี่ยนหน้าได้หลากหลายหน้าตาตั้งแต่ 3 5 เรื่อยไปจนถึง 9 หน้า ถือเป็นความสามารถพิเศษที่ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนนานและมีมนต์สะกดใจผู้ชมจำนวนมากให้กลับมาค้นหาคำตอบของปริศนาการเปลี่ยนหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ส่วนการเปลี่ยนแบบชุดเล็กหมายถึง การเปลี่ยนเฉพาะส่วน ซึ่งมีระดับความยากไม่เท่ากับในแบบแรก
นักแสดงเปลี่ยนหน้าที่มีชื่อเสียงอย่าง หวางเต้าเจิ้ง เคยให้คำจำกัดความของเทคนิคการแสดงชุดเปลี่ยนหน้าของเขาไว้ว่า ทุกส่วนของร่างกายต้องทำงานประสานกันอย่างลงตัว เปลี่ยนหน้าด้วยความมั่นใจ แม่นยำ รวดเร็ว สง่างามและงดงาม หากนำมาเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแล้ว ทุกครั้งของการเปลี่ยนหน้าย่อมหมายถึงการกดปุ่มทำงานเพียงปุ่มเดียวให้เครื่องเดิน จะต่างกันก็ตรงที่นักแสดงจำต้องอาศัยความรู้สึกล้วนๆ ในการแสดง นั่นก็คืออาศัยชั่วโมงบินนั่นเอง
แน่นอนว่า สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เนื่องจากการเปลี่ยนหน้าไม่ได้เป็นการควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ ที่กดปุ่มปั๊บเครื่องก็ทำงานทันที การสั่งงานด้วยมือบางครั้งก็เกิดการผิดคิวกันบ้าง แต่เป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการ ซึ่งยังโชคดีที่ไม่ได้ส่งผลต่อการแสดงเพราะยังกลับลำได้ทัน ครั้งหนึ่งระหว่างการเปลี่ยนเป็นหน้าที่ 3 เขากลับไปจับเอากลไกการเปลี่ยนหน้าที่ 4 แต่ด้วยความเจนเวทีและสมาธิอันแน่วแน่ จึงอาศัยการร่ายรำหลอกตาผู้ชมเพื่อประวิงเวลา 1-2 วินาทีมาใช้ในการคลำหากลไกที่ใช้ในการเปลี่ยนหน้าที่ 3 และเขาก็ทำสำเร็จ
เขาเปลี่ยน “หน้า” มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนนับแต่เริ่มเพิ่มสีสันให้การแสดงอุปรากรเสฉวนในปี ค.ศ. 1985 แม้แต่สถานที่ที่แสดงก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ การแสดงครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 1996 ที่ประเทศญี่ปุ่น เขาสามารถเปลี่ยนหน้าได้ถึง 8 สี เริ่มจากสีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีเหลือง สีน้ำตาลเข้ม สีดำ สีขาว และสีทอง ภายในเวลาเพียง 3 นาทีเศษ สร้างความตะลึงให้แก่ผู้ชมจำนวนมาก
สิ่งหนึ่งที่ หวางเต้าเจิ้ง รู้สึกสะท้อนใจกับความแพร่หลายของการแสดงเปลี่ยนหน้าในยุคปัจจุบันก็คือ ศิลปะแขนงนี้ถือเป็นสุดยอดการแสดงที่นักแสดงอุปรากรเสฉวนรุ่นแล้วรุ่นเล่าต่างปรับปรุงและคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ เพื่อสรรค์สร้างเอกลักษณ์ของการแสดง ทว่ากลับมีนักแสดงบางคนแสวงหาผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมขายภูมิปัญญาดังกล่าวให้แก่ชาวต่างชาติ และด้วยความแพร่หลายของอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดการเรียนการสอนวิชาเปลี่ยนหน้าด้วยราคาเพียงแปดเก้าร้อยหยวนเท่านั้น ช่างเป็นเรื่องที่น่าอดสูนัก
ในทางกลับกัน ปรมาจารย์การแสดงเปลี่ยนหน้าอย่าง เผิงเติงฮว๋าย ผู้สร้างสถิติการเปลี่ยนหน้าได้ 14 หน้าภายในเวลา 25 วินาที จนได้รับการจดบันทึกในกินเนสบุ๊กเป็นที่เรียบร้อยแล้วกลับมีมุมมองที่ต่างกัน แม้ว่าเขาจะไม่ได้ร่ำเรียนมาสูง อาศัยครูพักลักจำจากนักแสดงเปลี่ยนหน้ารุ่นพี่ อีกอย่างเมื่อหลายสิบปีก่อน หลายคนยังคงมีความคิดที่ว่า “ถ่ายทอดให้ลูกชายไม่ถ่ายทอดให้ลูกสาว ถ่ายทอดให้คนในครอบครัว ไม่ถ่ายทอดให้คนอื่น” เพราะหากไม่ปฏิบัติตามคำกล่าวนี้ ท้ายที่สุดผู้ถ่ายทอดก็จะถูกคนรุ่นหลังแทนที่และไม่มีหนทางในการทำมาหากินอีกต่อไป ทำให้เขาต้องคิดค้นเทคนิคต่างๆ ด้วยตนเองเป็นหลัก
แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับเห็นด้วยที่การแสดงเปลี่ยนหน้าจะแพร่หลายในต่างแดน เพราะคิดว่าตลาดจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานการแสดงด้วยตัวของมันเอง หากแสดงแล้วไม่มีคนดู การแสดงก็ไร้ซึ่งคุณค่า แม้แต่ซูเปอร์สตาร์ตลอดกาลอย่าง หลิวเต๋อหัว ยังเคยขอปวารณาตัวขอเป็นศิษย์ ทำให้ศิลปะแขนงนี้อยู่ในกระแสนิยม แต่จนแล้วจนเล่า หลิวเต๋อหัว ก็ไม่ได้แสดงการเปลี่ยนหน้าต่อหน้าสาธารณชนเสียที ปรมาจารย์ท่านนี้กล่าวว่าลูกศิษย์คนนี้ยังฝึกฝนวิทยายุทธ์ไม่เพียงพอ จึงไม่ยินยอมให้เขาวาดลวดลายการแสดง และแสดงทัศนะว่า บทเรียนจากศิษย์ผู้นี้สะท้อนให้เห็นว่า สิ่งแรกที่ผู้มีใจรักในการแสดงเปลี่ยนหน้าพึงมีคือการให้ความเคารพต่อศิลปะ ถึงจะแสดงได้ดี
“ดอลลาร์ซื้อหน้าไม่ได้” เป็นคำยกย่องจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่พาดหัวชื่นชมการไม่ยอมก้มหัวให้เงินของเขา อันเป็นผลจากการออกแสดงที่มาเลเซีย จนสร้างความประทับใจอย่างมากให้แก่เศรษฐีผู้หนึ่ง ถึงกับยอมออกเงินล้านดอลลาร์เป็นค่าสอน แต่เขากลับปฏิเสธเงินทองที่กองอยู่ตรงหน้า ไม่นับรวมค่าจ้างสอนราคาสูงลิ่วที่ผู้คนในหลายแวดวงของนานาประเทศหยิบยื่นข้อเสนอให้แก่เขา คำตอบปฏิเสธที่คนเหล่านี้ได้รับไม่ต่างกันเท่าใดนัก ช่างเป็นเรื่องที่น่ายกย่องมาก !
แค่ฟังอาจไม่ได้อรรถรส ลองหาโอกาสไปดื่มด่ำศิลปะการเปลี่ยนหน้าด้วยตัวเองสักครั้ง แล้วจะรู้สึกถึงความน่าทึ่งของภูมิปัญญาจีน !







