
เปิดฉากแบล็ก ฟรายเดย์สุดคึก อเมริกันคลั่งช็อปบนงบจำกัด
นอกจากเทศกาลแบล็ก ฟรายเดย์ ในปีนี้จะดุเดือดเลือดพล่านมากกว่าทุกครั้ง
นอกจากเทศกาลแบล็ก ฟรายเดย์ ในปีนี้จะดุเดือดเลือดพล่านมากกว่าทุกครั้ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นอกจากเทศกาลแบล็ก ฟรายเดย์ ในปีนี้จะดุเดือดเลือดพล่านมากกว่าทุกครั้ง ซึ่งมีทั้งการใช้ปืน สเปรย์พริกไทย และความรุนแรงเพื่อแย่งกันซื้อสินค้า บรรดาห้างค้าปลีกทั่วประเทศก็ยังต้องเตรียมศึกหนักรับมือขาช็อปจากทั่วทุกสารทิศ ที่คาดว่าจะหนาแน่นขึ้นกว่าปีก่อน และทำให้ห้างหลายแห่งยอมแหวกธรรมเนียมเปิดร้านเร็วกว่าปกติ 1 วัน ตั้งแต่คืนวันขอบคุณพระเจ้า
ครูวัย 33 ปีรายหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในขาช็อปนับแสนคนที่เฝ้ารอดีลราคาถูก กล่าวระหว่างเดินถือถุงเสื้อผ้าใบโตออกมาจากห้างเมซีส์ ในเมืองเจอร์ซีย์ ซิตี รัฐนิวเจอร์ซีย์ ว่า ใช้เงินไปกับแบล็ก ฟรายเดย์ ปีนี้มากกว่าที่วางแผนไว้ถึง 25% แม้ว่าจะยังกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีนักก็ตาม
“ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะเจอราคาน่าสนใจมากอย่างนี้ มีสินค้าลดราคาถูกมากและมักจะมีข้อเสนอดีๆ เสมอถ้าคุณไปถึงเร็ว” ครูรายนี้กล่าวกับรอยเตอร์ส
มหกรรมสินค้าราคาถูกได้กลายเป็นภาพของเทศกาลแบล็ก ฟรายเดย์ หลังวันขอบคุณพระเจ้าไปแล้ว และในปีนี้ก็มีการเปิดร้านกันเร็วกว่าปกติถึง 1 วัน เพื่อดึงดูดขาช็อปให้มากกว่าเดิม โดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มีแรงช็อปมากกว่าใคร
“เป็นวันที่วุ่นวายมากจริงๆ ดูเหมือนพวกวัยรุ่นมากมายจะเป็นเป้าหมายหลักของร้าน” อลินา ยีบาร์รา สาวน้อยวัย 17 ปี กล่าวกับรอยเตอร์สหลังช็อปปิ้งในซาตาโมนิกา ซึ่งเธอบอกว่าชื่นชอบดีลของแก๊ป โอลด์ เนวี และเออร์บัน เอาต์ฟิตเตอร์ส มากเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ดี เอ็ด ยีรูมา นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสของบริษัท คีย์แบงก์ แคปิตอล มาร์เก็ตส์ กล่าวว่า การพุ่งเป้าไปที่กลุ่มวัยรุ่นก็ใช่ว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป เพราะหลังจากที่สำรวจนักช็อปในห้างมอลล์ ออฟ อเมริกา ที่บลูมมิงตัน รัฐมินนิโซตา แล้ว กลับพบว่าลูกค้าจำนวนมหาศาลกลับไม่ได้หิ้วถุงช็อปมากตามจำนวนคนไปด้วย
ลีออน แคลร์ วัย 24 ปี และชอว์น ไซค์ส วัย 27 ปี จากกองทัพเรือ เป็นตัวอย่างของคนหนุ่มที่ยอมขับรถไกล 125 ไมล์ ไปช็อปที่ซานตาโมนิกา เพื่อซื้อไนกี แอร์ จอร์แดน เรโทร 3 รุ่นใหม่สีดำ คู่ละ 175 เหรียญสหรัฐคนละคู่เท่านั้น
ทว่าทั้งสองคนก็ยังมีแผนจะช็อปต่ออีกนิดหน่อยหลังจากนี้ โดยจะซื้อของขวัญให้ครอบครัวและคนรู้จัก ในกรณีที่อาจไม่ได้กลับมาจากภารกิจในอัฟกานิสถาน
รอยเตอร์ส ระบุว่า ห้างมอลล์ ออฟ อเมริกา กว่า 120 สาขาทั่วประเทศ เริ่มเปิดประตูรับเทศกาลเมื่อเที่ยงคืนหลังมื้อเย็นขอบคุณพระเจ้า เพื่อดึงดูดนักช็อปราว 1.5 หมื่นคน ซึ่งจะเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่ห้างเคยขายมา แต่แม้นักช็อปจะขนซื้อทีวีแอลซีดี วิดีโอเกม ตุ๊กตา และสินค้าต่างๆ อย่างคลาคล่ำ ทว่านักวิเคราะห์ต่างมองว่าการจ่ายเงินออกจากกระเป๋าสตางค์ในปีนี้อาจไม่มากเท่าที่ตั้งความหวัง และบรรดานักช็อปที่มีงบจำกัดก็มักจะหันไปหาห้างค้าปลีกราคาถูกอย่างวอลมาร์ต ซึ่งเริ่มทยอยช็อปกันไปตั้งแต่เดือน ต.ค.แล้ว ส่งผลให้ราคาหุ้นบองบริษัทค้าปลีกต่างๆ ตกลงมากกว่าหุ้นกลุ่มอื่นๆ เมื่อวันที่ 25 พ.ย.
“ชาวอเมริกันยังห่วงเรื่องงานเรื่องเศรษฐกิจในบ้านกันอยู่” ไมค์ ธีลแมนน์ รองประธานกรรมการเจซี เพนนี กล่าว
เพื่อแข่งขันกันแย่งลูกค้า หลายห้างต่างตัดสินใจเปิดร้านกันตั้งแต่คืนวันขอบคุณพระเจ้า เร็วกว่าปีที่ผ่านๆ มา หลายชั่วโมง และแม้จะยังคงมีกระแสกลุ่มยึดวอลสตรีตต่อต้านความเป็นทุนนิยมของห้างหลายแห่งอยู่ เช่น ที่ห้างเมซีส์ นิวยอร์ก แต่บรรดานักช็อปถึงราว 9,000 คน ก็ไม่สนใจและยังคงต่อแถวกันยาวเหยียดก่อนที่ห้างจะเปิดประตูในเวลาเที่ยงคืน
กลยุทธ์การเปิดร้านเร็วกว่าเดิมนับว่าได้ผลดีในหลายร้าน ซึ่งมีคิวต่อแถวยาวเหยียดกันทุกที่ อาทิ เมซีส์ ทอย อาร์ อัส เบสต์ บาย วอลมาร์ต และทาร์เก็ต
“ช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมาวุ่นวายมากและต่อเนื่องไปถึงช่วงเช้าเลย” พนักงานรายหนึ่งของทาร์เก็ตในย่านอีสต์ ฮาร์เล็ม นิวยอร์ก กล่าวถึงคิวนักช็อป ที่เริ่มเบาบางลงเอาเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์
แม้แต่ร้านขายของเล่นชื่อดัง ทอย อาร์อัส ในนิวเจอร์ซีย์ ก็ยังมีคนต่อคิวอยู่นอกร้านมากถึง 300 คน เมื่อเวลา 21.50 น. ทั้งที่ร้านเริ่มเปิดมาแล้วถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าการเปิดร้านเร็วขึ้นของห้างต่างๆ ในครั้งนี้ จะทำให้เทศกาลแบล็ก ฟรายเดย์ มียอดขายถึง 2.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าจะไม่ใช่ตัวเลขที่สูงนักสำหรับผู้ขายก็ตาม
เพราะแม้ว่าบรรยากาศของเทศกาลในปี 2008 และ 2009 จะคึกคักเช่นกันเหมือนในปีนี้ ทว่ายอดขายโดยรวมกลับลดลง เพราะปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่ขยายตัวเรื้อรัง
สมาพันธ์ค้าปลีกของสหรัฐคาดว่าจะมีนักช็อปปีนี้มากถึง 152 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 10.1% แต่คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นเพียง 2.8% เท่านั้น ต่างจากในปีที่แล้วซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ถึง 5.2%
และตราบใดที่บรรยากาศปัญหาเศรษฐกิจยังครอบงำสหรัฐอยู่ ชาวอเมริกันก็ยังคงต้องรัดเข็มขัดกระเป๋ายามช็อปปิ้งเช่นนี้ต่อไปอีกปี หรือหลายปี







