
โตเกียวเทรนดี้
ร้านเนื้อซาโตะ ยังมีของดีอยู่อีกอย่าง นั่นก็คือ ร้านสเต๊ก ครับ ร้านสเต๊กเนื้อนี้อยู่บนชั้น 2 ของร้านขายเนื้อ
ร้านเนื้อซาโตะ ยังมีของดีอยู่อีกอย่าง นั่นก็คือ ร้านสเต๊ก ครับ ร้านสเต๊กเนื้อนี้อยู่บนชั้น 2 ของร้านขายเนื้อ
ทางขึ้นจะอยู่ด้านข้าง เป็นบันไดแคบๆ ชันๆ ประมาณเดินสวนกันต้องมีกระทบไหล่ พอเดินขึ้นไปก็จะเห็นเคาน์เตอร์เทปปังยากิเลย แต่เนื่องจากขนาดของร้านที่เล็ก ความจุของเคาน์เตอร์จึงไม่มากนัก นั่งได้แค่ 6 คน และมีโต๊ะนั่งๆ ได้อีก 10 คน รวมทั้งร้านก็ 16 ที่เท่านั้น วันที่ผมไปพอดีเป็นช่วงเที่ยงคนเลยแน่นเต็มร้าน โชคดีว่าหนีไปรับประทานคนเดียวก็เลยหาที่ง่าย รอแป๊บเดียวก็ได้รับประทานแล้ว
ร้านอาหารญี่ปุ่นส่วนมากแล้วจะมีบริการชุดอาหารกลางวันในราคาพิเศษ แต่คุณภาพก็ต้องแล้วแต่ร้าน บางร้านต้องการโปรโมตร้านก็อาจแค่มีอาหารชุดธรรมดาราคาไม่แพงให้คนลองเข้ามาที่ร้าน แต่บาง
ร้านอยากโปรโมตอาหารก็อาจทำอาหารขึ้นชื่อของร้านในขนาดและราคาย่อมเยาให้คนมาลองชิม อย่างที่ร้านซาโตะนี่เป็นแบบหลัง คือ มีสเต๊กมื้อกลางวันคุณภาพใช้ได้และราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างชุด Oil Yaki เป็นเนื้อสไลซ์ 100 กรัม ผัดบนกระทะ เสิร์ฟในราคาเพียงชุดละ 1,000 เยนเท่านั้น แต่ของดีแบบนี้ต้องแย่งกันหน่อย เพราะมีจำกัดแค่วันละ 10 ชุด คุ้มจริงๆ อีกชุดที่อยากแนะนำ คือ ชุดมาตรฐาน Satou Steak เป็นเนื้อโคนขา (Round Steak) หั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 120 กรัม กำลังอิ่มพอดี ราคาก็แค่ 1,500 เยน แต่ถ้าอยากได้เนื้อนุ่มขึ้นมาอีกหน่อยก็ต้อง Special Steak เนื้อสะโพก (Rump Steak) ขนาด 120 กรัม หั่นเป็นลูกเต๋าเช่นกัน ราคาเพียงชุดละ 2,000 เยน ทั้งสามชุดเสิร์ฟพร้อมสลัด ข้าวสวย ซุปมิโสะ และผักดอง ใครอยากลองชิมของดีราคาถูกมาได้ทุกกลางวัน
แต่สำหรับผม ไหนๆ ไปถึงร้านเนื้อแล้ว จะให้รับประทานเนื้อคุณภาพพอประมาณมันคงไม่สาแก่ใจ พลิกเมนูดูเห็นมีชุดอาหารเย็นด้วย เลยถามทางร้านว่าจะขอสั่งชุดในนั้นได้ไหม พนักงานบอกไม่มีปัญหา ถ้ายูอยากรับประทานและพร้อมจ่าย ไอก็พร้อมบริการ ชุดอาหารค่ำมีให้เลือก 5 เมนู เมนูแรก Hanazen เป็นเนื้อโคนขา 150 กรัม ชุดละ 2,500 เยน ชุดถัดมา Tsukizen เนื้อสะโพก 150 กรัม ชุดละ 3,500 เยน ขยับมาอีกระดับ Yukizen บริการด้วยเนื้อสันระดับคุณภาพ A3 ขนาด 150 กรัม ชุดนี้แพงหน่อย 5,000 เยน และแพงสุดชุดละ 1 หมื่นเยน มีให้เลือกทั้ง Sirloin และ Fillet เหมาะสำหรับคนรับประทานจุหรือรักการรับประทานเนื้อเป็นชีวิต เพราะบริการท่านด้วยเนื้อคุณภาพสูงและมีปริมาณถึง 200 กรัม ถ้าจะรับประทานชุดนี้ต้องสั่งชุด Chef’s Recommendation ผมเลยลองสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ของร้านแล้วจึงตัดสินใจสั่งชุด Yukizen มาลองรับประทานดู อย่าแปลกใจว่าทำไมรอบนี้ผมไม่สั่งของแพงที่สุดมากรับประทาน คืออย่างนี้ครับ ถ้าเป็นการไปรับประทานเพื่อถ่ายทำรายการหรือเพื่อทดสอบรสชาติ ผมจะทดลองของดีที่สุดไว้ก่อน แต่ถ้าไปรับประทานเอง เอาถูกใจรับประทานได้เยอะ ขอบอกเลยว่า A3 นี่แหละครับกำลังดี เพราะถ้าขยับขึ้นไประดับ A4 หรือ A5 อาจจะนุ่มกว่าก็จริง แต่สัดส่วนของไขมันก็มากกว่า เลยทำให้รับประทานได้น้อย เพราะรับประทานมากๆ แล้วมันเลี่ยน โดยเฉพาะถ้าเป็นเทปปังยากินี่ไม่เกิน 150 กรัมครับ มากกว่านี้ไม่ไหว แต่ถ้าเอาไปทำสุกียากี้ยังพอขยับไป 200 กรัมได้อยู่ และถ้าเป็นชาบุชาบุอาจได้ถึง 250 กรัม หรือมากกว่า ไม่ใช่แค่เนื้อวัวนะครับ แม้แต่่โอโทโระ (Otoro) จากปลาทูน่าตัวเยี่ยมๆ ก็รับประทานได้ไม่ถึง 10 คำ เพราะที่มันนุ่มจนเหมือนละลายในปากนี่มันไขมันไปครึ่งชิ้นแล้ว ถ้าเอาแบบอร่อยกำลังเหมาะก็สัก 5 คำ อย่ามากไปกว่านี้ โดยส่วนตัว (อีกแล้ว) ผมชอบจูโทโระ (Chutoro) มากกว่า เพราะไขมันน้อยกว่าและไม่เลี่ยน รับประทานได้มากเท่าที่อยากรับประทาน
ผมนั่งรับประทานสลัดในระหว่างรอดูว่าเนื้อที่ผมจะรับประทานหน้าตานั้นสะสวยอย่างไร เพราะโดยปกติเวลาไปรับประทานเทปปังยากิที่ร้านดีๆ เขาจะนำเนื้อที่เราเลือกมาให้ดูก่อนปรุง เพื่อให้เราเห็นคุณภาพทางสายตาก่อน ซึ่งผมค่อนข้างเห็นด้วยกับขั้นตอนนี้ เพราะมันเป็นการกระตุ้นความอยากและสร้างความฮือฮาได้เป็นอย่างดี แต่ปรากฏว่าร้านนี้ไม่มีขั้นตอนนี้ให้ดู สิ่งที่ผมเห็นทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจ เพราะแทนที่ผมจะเห็นเนื้อชิ้นที่ผมจะได้รับประทาน ผมกลับเห็นผู้ช่วยพ่อครัววิ่งลงไปจากร้านและกลับขึ้นมาพร้อมถุงพลาสติกสีฟ้า ซึ่งมีเนื้อที่ผมจะได้รับประทานอยู่ในถุงนั้น เห็นแล้วก็ขำครับ มันผิดฟอร์มร้านเทปปังที่ผมเคยรับประทานมาจริงๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมเลยนั่งดูพ่อครัวตัดแต่งก้อนเนื้อของผมจนเพลิน ก่อนที่จะนำไปวางบนเตาแผ่นเหล็ก และนำมาเสิร์ฟตรงหน้า ได้อารมณ์ไปอีกแบบครับ เป็นร้านเทปปังยากิแบบบ้านๆ ง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตรองมากมาย ไม่มีขั้นตอน ไม่ต้องหรูหรา ผมชักชอบร้านนี้แล้วสิเนี่ย
แล้วก็มาถึงคำแรกของเนื้อมัทสึซากะ ระดับ A3 ของร้านซาโตะ รสชาติดีครับ ความนุ่มของเนื้อผ่านฉลุย ความเลี่ยนแทบไม่มีเลย แบบนี้รับประทานได้สบายมาก เขามีซอสมาให้ 2 แบบ แต่ผมถูกใจเกลือมากกว่า เพราะเป็นเครื่องปรุงรสชนิดเดียวที่ทำให้เราชิมรสชาติดั้งเดิมได้ใกล้เคียงที่สุด และเกลือของร้านซาโตะก็ไม่ใช่เกลือธรรมดา แต่เป็นเกลือสีชมพูจากปากีสถาน ที่มีชื่อเรียกอย่างสวยหรูว่า Himalayan Salt ซึ่งเป็นเกลือจากภูเขาไม่ใช่จากทะเล จึงให้ความเค็มที่แตกต่างจากเกลือสมุทรที่เรารับประทานกัน ผมอยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านลองรับประทานเนื้อแตะเกลือนิดๆ ดูบ้าง รับรองว่ารสสัมผัสของเนื้อที่ท่านเคยรับประทานจะเปลี่ยนไป จากเนื้อในถุงพลาสติกที่ดูขำๆ กลายมาเป็นเนื้อนุ่มกำลังเหมาะ แถมรสชาติดีมี ความฉ่ำของเนื้อเต็มๆ คำ รับประทานได้ไม่เลี่ยน สมแล้วครับที่เป็นเนื้อมัทสึซากะ ไม่ว่าจะใส่ชุดไหนมาก็อร่อยเหมือนกัน ใครอยากรับประทานเนื้อมัทสึซากะในราคาย่อมเยา ลองแวะมาร้านสเต๊กซาโตะ ที่คิชิโจจิ นี้ดู รับรองว่าจะต้องชอบครับ







