
กลุ่มธุรกิจเชื่อยิ่งเร็วยิ่งได้เปรียบ เร่งเดินหน้า AEC:ศูนย์กลางของโลก
แม้วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจากโซนยุโรปและสหรัฐจะสร้างความสั่นคลอนให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งหมด
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
แม้วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจากโซนยุโรปและสหรัฐจะสร้างความสั่นคลอนให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวมทั้งหมด แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสที่จะพลิกกลับมา
และโอกาสที่ว่าล้วนเป็นสิ่งที่บรรดาผู้นำทางธุรกิจล้วนมองตรงกันว่า ประกายของสปอตไลต์ได้ฉายสาดส่องมายังภูมิภาคอาเชียนอีกครั้ง
ในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลก
ทั้งนี้ ใน “การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน” ครั้งที่ 19 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา ประเด็นที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดก็คือ แผนการจัดตั้ง “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” ภายในปี 2558
เพราะหากสำเร็จก็จะเกิดการเคลื่อนย้ายสินค้า การ บริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี ซึ่งจะช่วยให้ภูมิภาคอาเซียนมีความพร้อมด้านการผลิต และเป็นแหล่งดึงดูดนักลงทุนจากนานาชาติมากขึ้น
การพูดคุยภายใต้หัวข้อ “การปูทางสู่ความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในยุคศตวรรษที่ 21” (Setting The Scene : Envisioning the 21st Century Global Economic Architecture) และ “ผู้ประกอบการและนวัตกรรม : พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” (Entrepreneurship And Innovation : Engines Of Future Growth) ซึ่งเป็นการประชุมย่อยในเวทีอาเซียน ซัมมิต ที่มุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของภูมิภาค บรรดาผู้นำธุรกิจผู้คร่ำหวอดในวงการต่างแสดงความเห็นตรงกันว่า การที่จะพลิกวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้เป็นโอกาสของอาเซียนได้นั้น ย่อมหมายความถึงความพร้อมของอาเซียนที่จะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจได้นั้นมีมากมายเพียงใด
เพราะหากยิ่งเร็วเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลดีและได้เปรียบเท่านั้น และอาจถึงขั้นรุดหน้าผงาดขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของโลกได้อย่างไม่ยากเย็น
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจี) ซึ่งเข้าร่วมเวทีการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนอาเซียน (ASEAN Business & Investment Summit) พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน อาทิ กิตา วิราวัน รัฐมนตรีพาณิชย์อินโดนีเซีย และตาน ศรี ดาโต๊ะ อัสมานบิน มุคตาร์ กรรมการผู้จัดการคาซานา เนชันแนล ซึ่งเป็นหน่วยงานลงทุนของรัฐบาลมาเลเซีย ได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจของอาเซียนว่า ช่วงเวลานี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่อาเซียนจะรวมตัวกันเพื่อสร้างประชาคมเศรษฐกิจ เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในยุโรปและสหรัฐกำลังส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นศูนย์กลางของโลก
หลักฐานยืนยันที่ชัดที่สุดก็คือ ท่าทีของบรรดานักลงทุนจากทั่วทุกมุมโลกต่างกำลังมองหาช่องทางการลงทุนในอาเซียน
“ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างความแข็งแกร่งและความได้เปรียบในการแข่งขันกับภูมิภาคอื่นๆ อาเซียนควรผลักดันให้มีการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจให้ได้เร็วที่สุด” กานต์ กล่าว
นอกจากนี้ กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย ยังมองว่าในอนาคตอันใกล้นี้ จีน อินเดีย และอาเซียน จะกลายเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยยุโรปและสหรัฐจะมีบทบาทน้อยลง เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ทั้งสองภูมิภาคกำลังเผชิญอยู่นั้น อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะคลี่คลายสำเร็จ
“เมื่อปี 2553 เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในอาเซียนนั้นสูงถึง 7.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดย 20% ของเอฟดีไอนั้นมาจากยุโรป” กานต์ กล่าว โดยคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต ซึ่งซีอีโอของเอสซีจีก็ได้ย้ำกับที่ประชุมว่า ต้องการเห็นเงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้าสู่อาเซียนให้มากขึ้น พร้อมระบุว่า แม้เงินลงทุนจากต่างชาติจะไม่ได้ไหลเข้าไทย แต่ไหลเข้าประเทศอื่นๆ ในอาเซียนแทน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะท้ายที่สุดแล้วอาเซียนคือครอบครัวเดียวกัน ที่ต้องช่วยและสนับสนุนซึ่งกันและกัน
พร้อมกันนี้ แม้หลายฝ่ายที่เข้าร่วมการประชุมได้ตั้งคำถามถึงวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป และผลกระทบที่ส่งต่อการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ที่ประชุมส่วนใหญ่มองว่าวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรปครั้งนี้ได้ทิ้งบทเรียนไว้ให้กับอาเซียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงของการผูกประเทศในภูมิภาคให้ใช้สกุลเงินเดียวกัน หรือโครงสร้างประชาคมเศรษฐกิจที่ตึงเกินไป ซึ่งทุกอย่างนั้นก็จะถูกนำไปพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อป้องกันไม่ให้อาเซียนต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับยุโรป
อย่างไรก็ตาม แม้จะส่งสัญญาณสนับสนุนให้อาเซียนเร่งสร้างประชาคมเศรษฐกิจ แต่ทว่าผู้ทรงคุณวุฒิรายอื่นๆ ในการประชุมสุดยอดธุรกิจและการลงทุนอาเซียนครั้งนี้ ได้ออกโรงเตือนว่าอาเซียนยังคงต้องเผชิญกับปัญหาอีกมากมาย ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจฉุดรั้งการสร้างประชาคมเศรษฐกิจในภูมิภาคได้
ทั้งนี้ อุปสรรคที่สำคัญที่สุด คือ ความหลากหลายของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความหลากหลายทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เช่น หากพิจารณาตัวเลขจีดีพีของสิงคโปร์แล้วจะพบว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนถึง 14 เท่า และสูงกว่าพม่า 87 เท่า นอกจากนี้ อาเซียนยังมีความหลากหลายด้านประชากร โดยอินโดนีเซียมีประชากรมากที่สุดในภูมิภาค คิดเป็น 40% ของอาเซียน และมากกว่าบรูไนถึง 570 เท่า
ความแตกต่างเหล่านี้จึงส่งผลให้เป้าหมายทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของแต่ละประเทศแตกต่างกันมาก ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคในการรวมตัวกันของสมาชิกอย่างแท้จริง
แอน ลาวิน หัวหน้าฝ่ายกำหนดและวางแผนนโยบายของบริษัท กูเกิล ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่า แม้ความหลากหลายเหล่านี้คือเสน่ห์ของอาเซียน แต่ขณะเดียวกันก็เป็นตัวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค
“เราต้องมองในแง่ของธุรกิจต่างชาติ ซึ่งที่ผ่านมานั้นบริษัทต่างชาติหลายแห่งประสบปัญหาในการเข้ามาลงทุนในอาเซียน เนื่องจาก 10 ประเทศก็จะมีกฎเกณฑ์และกฎระเบียบที่ต่างกัน 10 ชุด” ลาวิน กล่าว
นอกจากอุปสรรคด้านความหลากหลายในภูมิภาคแล้ว ที่ประชุมยังได้เน้นย้ำถึง ปัญหาของธุรกิจขนาด กลางและย่อม (SMEs) ในอาเซียน ซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมที่ดีทั้งในแต่ละประเทศสมาชิกเองและในระดับภูมิภาค
“SMEs มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นตัวขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง” จูเซปเป นิโคโลซี ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทบัญชี เอินส์ต แอนด์ ยัง ประจำอินโดนีเซีย กล่าว โดยมองว่า SMEs สามารถสร้างงานและนวัตกรรมได้ อีกทั้งยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่มีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ตาม บรรดา SMEs ในอาเซียนกลับไม่สามารถแสดงศักยภาพการเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากขาดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเติบโต
ชินตา กามดานี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซินเตสซา กรุ๊ป ของอินโดนีเซีย แสดงความเห็นว่า เป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือด้านเงินทุนหรือกฎหมาย
ขณะเดียวกัน โรเบิร์ต แย็บ ซีอีโอบริษัท วายซีเอช กรุ๊ป (YCH Group) ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์ชื่อดังของสิงคโปร์ มองว่า ต้นตอของปัญหานั้นฝังรากลึกลงไปในวัฒนธรรมและค่านิยมของประเทศในอาเซียน “หากเทียบกับโลกตะวันตก เป็นที่น่าสังเกตว่าสังคมในอาเซียนเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับความล้มเหลวและความผิดพลาดใดๆ เลย ซึ่งน่าเป็นห่วง เนื่องจากจะทำให้ผู้คนกลัวและไม่กล้าที่จะเสี่ยงและคิดนอกกรอบ” แย็บ กล่าว
ดังนั้น ผู้บริหารรายนี้จึงเสนอให้รัฐบาลประเทศต่างๆ หันมาปฏิรูปการศึกษาเพื่อส่งเสริมและฟูมฟักความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมองว่าอาเซียนควรร่วมมือกันมากขึ้นในการส่งเสริมผู้ประกอบการระดับภูมิภาค โดย กามดานี ได้เสนอให้มีการจัดโครงการหรือหน่วยงานกลางเพื่อดูแล SMEs ในภูมิภาค “เราสามารถดูตัวอย่างได้จากการประชุมกลุ่ม จี20 เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมนั้นได้มีการจัดตั้งกลุ่มพันธมิตรผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Young Entrepreneur Alliance) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่จากประเทศสมาชิกได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน” กามดานี กล่าว
ในส่วนของ ลาวิน นั้น ก็ได้กล่าวสนับสนุนโครงการนี้ เนื่องจากเจ้าตัวนั้นมองเห็นถึงศักยภาพอันแท้จริงของชาวอาเซียน “ภูมิภาคนี้อุดมไปด้วยสินค้าและผู้คนคุณภาพสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่ปัจจุบันยังไม่มีใครหันมาลงทุนและให้โอกาสกับพวกเขา” ลาวิน กล่าว
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังได้กล่าวถึงการขาด “จิตวิญญาณของความเป็นอาเซียน” ในภูมิภาค ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจส่งผลต่อความยั่งยืนของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
จิตวิญญาณที่ว่านี้ คือ ภราดรภาพ หรือความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวของผู้คนในภูมิภาค เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และร่วมมือกันระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า หากชาวอาเซียนเองขาดจิตวิญญาณของความเป็นอาเซียน ขาดความสามัคคีแล้ว ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้อย่างไรกัน
ทั้งนี้ ก่อนการประชุมจะสิ้นสุดลง ชายผู้หนึ่งได้ ลุกขึ้นยืนเพื่อแสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าว โดยพูดสั้นๆ แต่เพียงว่า “มิตรภาพก่อน ธุรกิจทีหลัง” (Friendship first, business later)
ดังนั้น แม้การสร้าง “ประชาคมเศรษฐกิจ” จะก่อให้เกิดผลประโยชน์หลักทางเศรษฐกิจในภูมิภาคก็ตาม แต่เชื่อว่าขณะนี้ทุกๆ ฝ่ายจะต้องหันมาพิจารณาประเด็นที่สำคัญกว่า ซึ่งก็คือการปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งอาเซียนในชาวอาเซียนทุกๆ คน เพราะต้องอย่าลืมว่าประชาคมเศรษฐกิจจะประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนได้นั้น ทุกๆ ฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน และให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของกลุ่มมากกว่าผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ จะต้องจับมือและเดินไปพร้อมกัน เพราะหากต่างคนต่างเดิน อาเซียนก็ไร้ซึ่งมนต์ขลังญาณวิเศษใดๆ ที่จะไปต่อกรกับยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลกได้







