
ไทยรั้ง37โลกเสี่ยงภัยพิบัติมากสุด ประชากรหนาแน่น-ความสามารถต่ำ
ต่างชาติจัดอันดับ ไทยรั้งอันดับที่ 37 ของประเทศเสี่ยงภัยพิบัติธรรมชาติมากที่สุดของโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ต่างชาติจัดอันดับ ไทยรั้งอันดับที่ 37 ของประเทศเสี่ยงภัยพิบัติธรรมชาติมากที่สุดของโลก ชี้สาเหตุมาจากประชากรหนาแน่น ประกอบกับความสามารถในการรับมือแก้ปัญหาต่ำ
เมเปิลครอฟต์ บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงและจัดทำแผนที่ของอังกฤษ เปิดเผยผลการศึกษาล่าสุด ซึ่งระบุว่าประเทศและเมืองขนาดใหญ่ในทวีปเอเชียและแอฟริกามีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะต้องเผชิญกับอิทธิพลของสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาไม่กี่ปีข้างหน้านี้ โดยประเทศไทยนั้นถูกจัดอันดับให้มี ความเสี่ยงเป็นอันดับที่ 37 ของโลก ในขณะที่กรุงเทพฯ ถูกจัดอันดับเป็นเมืองที่มี ความเสี่ยงระดับสูง
ผลการศึกษา 193 ประเทศทั่วโลก พบว่า หลายประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีเมืองขนาดใหญ่ที่มีประชากรเกิน 10 ล้านคน จะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล อุทกภัย พายุ หรือภัยแล้ง โดย เฮติ ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก โดยอันดับ 2 และ 3 ได้แก่ บังกลาเทศ และซิมบับเว ในขณะที่ประเทศไอซ์แลนด์ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด
ส่วนในภูมิภาคอาเซียน มี 2 ประเทศที่ติด 10 อันดับแรกของโลก ได้แก่ กัมพูชา ในอันดับ 6 และฟิลิปปินส์ในอันดับ 10 ในส่วนของประเทศไทย ซึ่งรั้งอันดับที่ 37 นั้น ผลการศึกษาระบุว่าเป็นอีกประเทศเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และกำลังเผชิญกับภัยพิบัติครั้งรุนแรง ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ เมเปิลครอฟต์ยังได้มีการศึกษามหานครที่ขยายตัวรวดเร็วที่สุดในโลก 20 แห่ง โดยกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ ถูกจัดอันดับเป็นเมืองที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด ส่วนมหานครอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงระดับสูง ได้แก่ เมืองกวางตุ้งของจีน นครมุมไบ กรุงนิวเดลี และเมืองเชนไนของอินเดีย เมืองการาจีของปากีสถาน กรุงลากอสของไนจีเรีย และกรุงเทพมหานคร
มหานครเหล่านี้ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน ความยากจน และปัจจัยทางเศรษฐกิจ-สังคมอื่นๆ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้แก่ชาวเมืองและภาคธุรกิจมากขึ้น โดยสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ตึงตัวอยู่แล้วในหลายเมืองไม่สามารถรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้นได้ ส่งผลให้เกิดปัญหาในการแก้ไขภัยพิบัติที่มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยครั้งในอนาคต
เมเปิลครอฟต์ได้ทำการศึกษาโดยพิจารณาข้อมูลด้านต่างๆ ของแต่ละประเทศและเมืองขนาดใหญ่ อาทิ ความเสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติ ความสามารถในการรับมือกับภัยธรรมชาติ ความหนาแน่นของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติ และการพึ่งพากิจกรรมทางการเกษตร โดยทางบริษัทเปิดเผยว่าผลการศึกษาเหล่านี้จะเป็นข้อมูลอ้างอิงสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้ที่มีหน้าที่ในการวางผังเมือง
วันเดียวกัน เว็บไซต์เครือข่ายการเงินของกลุ่มชาติตะวันออกกลางและแอฟริการายงานโดยอ้างบทวิจารณ์ในหนังสือพิมพ์เดอะสเตรทไทม์สของสิงคโปร์ว่า เหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงในไทยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอและความอ่อนประสบการณ์ของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างที่สุด
การรับมือกับภัยน้ำท่วมที่ไร้ประสิทธิ ภาพในครั้งนี้ ได้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยยังไม่มีความแข็งแกร่งมากพอที่จะจัดการกับปัญหาที่มีความรุนแรงในระดับสูง ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาอื่นๆ เช่น ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ก็จะถูกตั้งคำถามในทันทีเช่นกัน
ขณะเดียวกัน ทางด้าน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เปิดเผยว่า เตรียมปรับลดการผลิตรถยนต์ตามโรงงานต่างๆ ในญี่ปุ่นสัปดาห์นี้ เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนประกอบจากไทยหลังสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงกระทบการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ โดยบริษัทได้ออกคำสั่งระงับการทำงานล่วงเวลาแล้วตั้งแต่วันที่ 23 ต.ค. ที่โรงงาน 4 แห่ง และบริษัทประกอบรถยนต์และรถบรรทุกอีก 7 แห่ง ซึ่งโตโยต้าคาดว่าจะส่งผลให้ยอดการผลิตลดลง 6,000 คัน
นอกจากนี้ ทางด้านสำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รายงานว่า นาข้าวของไทยได้รับความเสียหายมากถึง 8.75 ล้านไร่ หรือราว 14% จากอุทกภัยครั้งนี้ ซึ่งจะดันให้ราคาข้าวในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก







