posttoday
พญาอินทรีกับยุทธศาสตร์เอฟทีเอ

พญาอินทรีกับยุทธศาสตร์เอฟทีเอ

10 ตุลาคม 2554

ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่าง สตีฟ จ็อบส์

ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่าง สตีฟ จ็อบส์

โดย..รวิภาส กล่ำทวี 

หรืออดีตซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท แอปเปิล ที่ทำให้พลเมืองทั่วโลกกลายเป็นสาวกแบรนด์แอปเปิลไปทั่วทุกหัวระแหง

สำหรับสัปดาห์นี้ผู้เขียนขอนำเสนอเรื่องราวน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการแสดงความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่อย่าง บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในนิยามของผู้เขียนไม่ได้หมายถึงขีดสมรรถนะทางการทหารของสหรัฐที่มีโอบามาเป็นผู้นำ แต่หมายถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลกของโอบามาผ่านทาง “ความเป็นผู้มีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่ก้าวไกล”

ยุทธศาสตร์ระดับชาติล่าสุดของโอบามา ได้แก่ การทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงให้แก่สหรัฐ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่และเครดิตความเป็นผู้นำระดับโลกในเกือบจะทุกด้านกำลังถดถอยลงเรื่อยๆ อย่างน่าเป็นห่วง

เมื่อวันจันทร์ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โอบามาได้ยื่นเสนอข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ โคลัมเบีย และปานามา รวมเป็นจำนวน 3 ฉบับคราวเดียวกันเข้าสู่สภาคองเกรส เพื่อให้ที่ประชุมของทั้งสองสภาเห็นชอบและให้สัตยาบัน

สิ่งที่สำคัญคงจะไม่ใช่เรื่องของการให้ความเห็นชอบหรือไม่ของสภาคองเกรสในข้อตกลงดังกล่าว แต่สิ่งที่สำคัญที่ผู้เขียนกำลังจะว่าต่อได้แก่ ตรรกะเบื้องหลังของการทำข้อตกลงเอฟทีเอทั้งสามฉบับ ซึ่งโอบามาเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ โดยมีคณะทำงานเป็นผู้นำเอาไปแปลงเป็นเนื้อหาสาระและคลอดออกมาเป็นร่างข้อตกลงทั้งสามฉบับ

ตรรกะใหญ่ที่สุดของการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐกับ 3 ประเทศ (เกาหลีใต้อยู่ในทวีปเอเชีย ส่วนโคลัมเบียและปานามาอยู่ในอเมริกาใต้) อยู่ที่ว่าการที่สหรัฐได้ประเมินแล้วว่า บทบาทยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐใน 2 ภูมิภาคดังกล่าวยังไม่โดดเด่น แถมยังเป็นรองประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในโลก ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเสริมความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจและการค้าในสองดินแดนดังกล่าวให้ได้ เพื่ออุดช่องโหว่อันอาจจะนำมาซึ่งความสั่นคลอนด้านความมั่นคงและความยิ่งใหญ่ของสหรัฐในอนาคต

ถามว่าทำไมต้องเป็นโคลัมเบีย คำตอบคือ โคลัมเบียเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ของสินค้าด้านการเกษตรของสหรัฐ ซึ่งที่ต้องหันไปมอง เนื่องจากว่าในรอบ 3 ปี นับจากปี 2550 เป็นต้นมา ปริมาณการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐโดยโคลัมเบียลดลงอย่างน่าใจหายจาก 40% ในปี 2550 เหลือเพียง 21% ในปี 2553

ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณชี้ชัดว่า ถ้าสหรัฐไม่รีบดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจจะต้องสูญเสียตลาดสินค้าเกษตรของตนให้กับประเทศอื่นๆ ก็เป็นได้ สิ่งเลวร้ายได้เกิดขึ้นแล้ว นั่นก็คือ การที่ข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างโคลัมเบียกับแคนาดามีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตอนนี้สหรัฐมีคู่แข่งทางการค้าแล้ว ซึ่งอยู่ใกล้แค่ปลายจมูก นั่นก็คือ ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันอย่างแคนาดา

ในส่วนของปานามานั้นมีความสำคัญ เนื่องจากปริมาณสินค้าส่งออกของสหรัฐ 20% ของยอดส่งออกทั้งหมดที่จะส่งไปยังเอเชียต้องขนส่งผ่านปานามา เพราะฉะนั้นจึงถือเป็นประเทศยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถมองข้ามได้

นอกจากนั้นแล้ว ทั้งปานามาและโคลัมเบียยังจะช่วยเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรให้แก่สหรัฐในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรข้ามชาติได้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากปัญหาด้านการก่อการร้ายข้ามชาติได้กลายเป็นปัญหาที่สหรัฐให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยไปกว่าปัญหาทางเศรษฐกิจ

ถามว่าทำไมต้องเป็นเกาหลีใต้ คำตอบแรกเป็นเหตุผลด้านความมั่นคง สหรัฐเป็นพันธมิตรการทหารกับเกาหลีใต้มาเป็นระยะเวลานานหลายปีแล้ว โดยใช้เกาหลีใต้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงในเอเชียแปซิฟิก สหรัฐใช้เกาหลีใต้เป็นฐานทัพและที่มั่นทางการทหารของตนเอง เพื่อเป็นกันชนการแผ่อิทธิพลทางการทหารของทั้งจีนและเกาหลีเหนือ อีกเหตุผลหนึ่งที่มีความสำคัญมากพอๆ กับเหตุผลแรก ได้แก่ เหตุผลด้านเศรษฐกิจ

นับตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา ปริมาณการค้าระหว่างสหรัฐกับเกาหลีใต้ได้หล่นจากอันดับหนึ่งมาเป็นอันดับสามรองจากจีนและญี่ปุ่น และปัจจุบันหล่นลงไปอีกหนึ่งอันดับ เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างเกาหลีใต้กับกลุ่มประเทศอียู 27 ประเทศ เริ่มมีผลลังคับใช้ และนับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ปริมาณการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐโดยเกาหลีใต้ได้ลดลงจาก 16% เหลือเพียง 9%

จะเห็นว่าสถานการณ์ของโลกปัจจุบันมีความผันแปรอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา และมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับบทบาทภาคเศรษฐกิจการค้ามากกว่าภาคการเมือง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า “เศรษฐกิจนำการเมือง” จากตัวอย่างของสหรัฐยิ่งเห็นได้ชัดว่า “สหรัฐใช้ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงและความมีเสถียรภาพให้แก่ทั้งการเมืองและการทหาร” บรรดาผู้นำประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายสมควรต้องปรับตัว  

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน