
เฟดส่งสัญญาณพร้อมลุยกระตุ้นอีกรอบ ไอเอ็มเอฟเตือน โลกอาจเข้าภาวะถดถอย
เฟดประกาศพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ เตือนเศรษฐกิจสหรัฐใกล้เข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เฟดประกาศพร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ เตือนเศรษฐกิจสหรัฐใกล้เข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง ด้านอียูเตรียมเพิ่มทุนธนาคารยุโรป รองรับแรงกระแทกหากกรีซเป็นหนี้เสีย ทรอยกาแย้ม กรีซอาจได้รับเงินช่วย
เบน เบอร์แนนคี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าพร้อมงัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอกเพื่อพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวแข็งแกร่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ออกโรงเตือนว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งและรัฐบาลต้องระมัดระวังในการตัดลดรายจ่าย เนื่องจากอาจฉุดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
เบอร์แนนคี ขึ้นกล่าวให้การต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาคองเกรส ว่า เฟดจะติดตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะได้ออกมาตรการกระตุ้นที่เหมาะสม ซึ่งการประกาศดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นว่า เฟดยังไม่สิ้นสุดความพยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายหลังมาตรการโอเปอเรชัน ทวิสต์ หรือมาตรการขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อซื้อพันธบัตรระยะยาว เพื่อกดอัตราดอกให้อยู่ในระดับต่ำนั้นไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวได้มากนัก
นอกจากนี้ ประธานเฟดยังเตือนสภาคองเกรสว่าการปรับลดงบประมาณลงมากจนเกินไปอาจขัดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ โดยขณะนี้อัตราว่างงานยังอยู่ในระดับที่สูงมากและตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคก็ได้ปรับตัวลดลง
“แม้การลดตัวเลขขาดดุลจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาตัดลดงบประมาณ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเช่นกัน” เบอร์แนนคี กล่าว
ทั้งนี้ ทันทีที่เฟดมีประกาศดังกล่าว หุ้นสหรัฐก็พุ่งขึ้นทันที ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ในตลาดนิวยอร์กปิดตลาดเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ปรับตัวขึ้น 1.4% วันเดียวกัน อันโตนิโอ บอร์เกส ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็ม เอฟ) ประจำทวีปยุโรป ออกโรงเตือนว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปีหน้า เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวอย่างหนักแล้ว
“แม้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปีหน้าจะเติบโตเล็กน้อย แต่ความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งก็มีสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป” บอร์เกส กล่าว โดยเสนอให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกหันมาพิจารณาเปลี่ยนนโยบายทางเศรษฐกิจจากที่มุ่งเน้นการรัดเข็มขัดมาเป็นการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจแทน
ทางด้านความเคลื่อนไหวของยุโรปนั้น บรรดารัฐมนตรีคลังยุโรปก็ประกาศว่า กำลังเตรียมมาตรการเพิ่มทุนให้ภาคธนาคารเพื่อรองรับแรงกระแทกหากกรีซกลายเป็นหนี้เสีย โดย ออลลี เรห์น กรรมาธิการกิจการเศรษฐกิจและการเงินของสหภาพยุโรป ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ว่า บรรดารัฐมนตรีในอียูที่เคยคัดค้านมาตรการเพิ่มทุนธนาคารในยุโรปเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องนี้แล้ว
“ธนาคารยุโรปต้องเสริมฐานะเงินทุนเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและลดความไม่แน่นอน” เรห์น กล่าว โดยย้ำว่าธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งอาจมีเงินทุนและกำไรไม่เพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบหากกรีซต้องผิดชำระหนี้
ทั้งนี้ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา อียูได้ส่งสัญญาณเตือนภาคเอกชนที่ถือครองตราสารหนี้ของรัฐบาลกรีซอยู่ว่าอาจต้องยอมแบกรับภาระขาดทุนเพิ่มมากขึ้นถึง 50% ซึ่งสูงกว่าที่เคยตกลงกันไว้ เนื่องจากสถานการณ์ของกรีซเลวร้ายกว่าที่คิด ซึ่งข่าวดังกล่าวก็ยิ่งเพิ่มความกังวลว่าธนาคารยักษ์ใหญ่ของยุโรปมีสิทธิล้ม
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดยุโรปก็มีข่าวดี เมื่อเจ้าหน้าที่อาวุโสของคณะกรรมการร่วมผู้ตรวจสอบวินัยการคลังของยุโรป หรือที่รู้จักกันในนาม “ทรอยกา” เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่กรีซจะได้รับเงินช่วยเหลืองวดที่ 6 แต่รัฐบาลกรุงเอเธนส์ก็ไม่ควรประมาทและต้องเดินหน้ามาตรการรัดเข็มขัดต่อไปตามเป้าหมายที่ทางทรอยกาได้กำหนดไว้ โดยขณะนี้ทางกลุ่มยังไม่เสร็จสิ้นภารกิจตรวจสอบความคืบหน้าการปฏิรูปเศรษฐกิจของกรีซ
ด้านธนาคารเด็กเซีย ธนาคารร่วมลงทุนระหว่างฝรั่งเศสและเบลเยียม ส่อเป็นธนาคารยุโรปรายแรกที่ต้องรับความช่วยเหลือสืบเนื่องจากวิกฤตหนี้ภาครัฐของยูโรโซน โดย อีฟส์ เลอแตร์ม นายกรัฐมนตรีเบลเยียม เปิดเผยว่า ธนาคารเด็กเชียอาจต้องแก้ปัญหาด้วยการยอมแตกกิจการ และรัฐบาลเบลเยียมก็จะโอนกิจการของธนาคารทั้งหมดเข้ารัฐเพื่อนำสินทรัพย์ดีออกขาย ขณะที่สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งรวมถึงพันธบัตรกรีซและพันธบัตรรัฐบาลประเทศอื่นๆ ในยูโรโซนจะถูกโยกเข้าสู่ “แบด แบงก์” หรือธนาคารที่รัฐจัดตั้งขึ้นเพื่อรับโอนสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง โดยข้อสรุปของแผนดังกล่าวนั้นทางฝรั่งเศสจะแถลงในวันนี้
ขณะเดียวกันเลอแตร์มก็ยืนยันว่า รัฐบาลฝรั่งเศสและเบลเยียมจะค้ำประกันการปล่อยกู้แก่ธนาคารและจะทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองบัญชีของผู้ฝากและเจ้าหนี้ทั้งหลาย ซึ่งการประกาศดังกล่าวก็สามารถคลายความกังวลของนักลงทุนได้ดี โดยหุ้นของเด็กเชียนั้นพุ่งขึ้นทันที 9% เมื่อเปิดตลาดยุโรปในวันที่ 5 ต.ค. จากที่เคยร่วงหนักถึง 37% เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา







