posttoday
'จีน'ในบริบทเลือกตั้งสหรัฐ แค่'ของเล่น'สังเวยฝีปากนักการเมืองมะกัน

'จีน'ในบริบทเลือกตั้งสหรัฐ แค่'ของเล่น'สังเวยฝีปากนักการเมืองมะกัน

25 กันยายน 2554

ลู่หยิน อาจารย์ประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนจากมหาวิทยาลัยกว่างโจว

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ลู่หยิน อาจารย์ประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนจากมหาวิทยาลัยกว่างโจว กำลังง่วนกับการชมโทรทัศน์ภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองดัลลัส รัฐเทกซัส

ศาสตราจารย์ลู่ ซึ่งเดินทางมาสหรัฐเพื่อร่วมกิจกรรม “สัปดาห์วัฒนธรรมจีน” ซึ่งมหาวิทยาลัยดัลลัสเป็นเจ้าภาพนั้น ตะโกนเรียกเพื่อนร่วมห้องชาวจีนทันทีเมื่อสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นประกาศเข้าสู่รายการการโต้วาทีประชันวิสัยทัศน์ของผู้สมัครชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันในการลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในปีหน้า

“เริ่มแล้วๆ” ลู่ ตะโกนพร้อมกับกดเพิ่มเสียงโทรทัศน์

โดยความดุเดือดของการโต้วาทีของผู้สมัครเลือกตั้งของสหรัฐนั้น สามารถดึงดูดให้ ลู่ ติดตามชมแทบทุกครั้ง โดยอาจารย์ท่านนี้ไม่เคยพลาดแม้แต่ตอนเดียว

และแล้ววินาทีที่รอคอยก็มาถึง เมื่อมิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ เริ่มเอ่ยคำสำคัญอย่างคำว่า “ไชนา”

“ในความคิดของผม จีนเป็นประเทศที่ไว้ใจไม่ได้เลย เพราะใครๆ ก็รู้ดีว่าจีนนั้นมักขี้โกงในเรื่องการค้า และที่ผ่านมาจีนก็ได้แทรกแซงค่าเงินหยวนเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อสินค้าส่งออกของตน” รอมนีย์ กล่าวอย่างเคร่งเครียดต่อหน้าผู้ชมในห้องส่ง โดยเจ้าตัวนั้นถึงกับสัญญาว่าหากได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี ก็จะกดดันจีนด้วยการเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจากแดนมังกรให้หนักกว่าเก่า

'จีน'ในบริบทเลือกตั้งสหรัฐ แค่'ของเล่น'สังเวยฝีปากนักการเมืองมะกัน

หลายคนอาจคิดว่าท่านอาจารย์จากแดนมังกรรายนี้ต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่ต้องได้ยินถ้อยคำอันจาบจ้วงและหยาบคายที่มุ่งโจมตีบ้านเกิดเมืองนอนของตนเช่นนี้ แต่เมื่อ ลู่ ได้ฟังแล้วก็หันไปพูดกับเพื่อนอย่างขำๆ ว่า

“การเลือกตั้งสหรัฐได้เริ่มต้นแล้ว”

ทั้งนี้ การที่นักการเมืองสหรัฐหาเรื่องโจมตีจีนนั้น นับว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นแทบทุกครั้งช่วงการหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี นักวิเคราะห์บางรายถึงกับยอมรับว่าเป็นสีสันของการหาเสียงเลยทีเดียว และหากไม่มีใครพูดถึงจีนก็เท่ากับว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นขาดความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ซุนเจ๋อ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์จีนสหรัฐ จากมหาวิทยาลัยชิงหวาของจีน อธิบายว่า การหาเสียงเลือกตั้งสหรัฐนั้นเปรียบเสมือนวงจรที่ซ้ำรอยเดิมทุกๆ 4 ปี โดยจะเริ่มจากนักการเมืองสหรัฐที่จะสลับกันออกมาขู่และกล่าวตำหนิจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบายด้านการค้า หรือประเด็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

หลังจากนั้นจีนก็จะออกมาตอบโต้เล็กน้อย และเมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศก็จะกลับมาชื่นมื่นอีกครั้ง

“ทุกอย่างสามารถคาดเดาได้ เป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว” ซุน กล่าว

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน ช่วงการเลือกตั้งปี 2535 บิล คลินตัน ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก จอร์จ บุช เป็นผู้สมัครรายแรกๆ ที่นำประเด็นเรื่องจีนมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียง

คลินตัน ฉวยโอกาสจากท่าทีของสหรัฐต่อการสลายการชุมนุมอันนองเลือดที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อปี 2532 ใช้เป็นประเด็นโจมตีอดีตประธานาธิบดี บุช ว่า อ่อนข้อและให้ความช่วยเหลือผู้นำเผด็จการของจีน

หลังจากนั้น คลินตัน ก็ชนะการเลือกตั้งในที่สุด และก็ไม่ได้นำเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน ซึ่งเป็นประเด็นที่ใช้โจมตีจีนช่วงหาเสียง มาเป็นอุปสรรคในการให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่จีนเลย

ต่อมาช่วงการเลือกตั้งปี 2543 คลินตัน ก็โดนโจมตีเรื่องความสัมพันธ์กับจีนบ้าง โดยคราวนี้ถูกคู่แข่งทางการเมืองอย่าง จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้ลูก โจมตีอย่างรุนแรงว่า คลินตันกลับไปยกย่องจีนว่าเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐ

บุช ประกาศอย่างชัดเจนว่า จีนเป็น “คู่แข่ง” ของสหรัฐ และยืนกรานที่จะเข้มงวดนโยบายด้านการค้ากับจีนมากขึ้นหากเจ้าตัวชนะศึกเลือกตั้งในครั้งนั้น

และเมื่อชนะการเลือกตั้งจริงๆ บุช ก็ประกาศกร้าวที่จะปกป้องไต้หวัน ซึ่งแน่นอนว่าคำประกาศดังกล่าวก็สร้างความไม่พอใจให้กับจีนอย่างที่สุด

แต่แล้วที่สุดคู่แข่งอย่างจีนกลับกลายได้กลายมาเป็นพันธมิตรของสหรัฐไปได้ โดยเฉพาะเมื่อช่วงหลังเหตุโศกนาฏกรรม 11 ก.ย. ในปี 2544 จีนได้เข้าร่วมสงครามต่อต้านก่อการร้ายกับสหรัฐ ส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างทั้งสองประเทศเริ่มลดน้อยลง

และภาพของ บุช ยืนเคียงคู่ เวินเจียเป่า ผู้นำจีน ก็ดูเหมือนว่าจะตอกย้ำความสัมพันธ์อันสนิทสนมนี้ได้ดี

ขณะที่ทางด้านประธานาธิบดี บารัก โอบามา เองก็ไม่ได้แตกต่างจากผู้นำสหรัฐคนก่อนๆ เลย

ในช่วงการหาเสียงปี 2551 โอบามาเดินหน้าโจมตีนโยบายทั้งหลายของจีน และประกาศลั่นว่าจะใช้มาตรการตอบโต้พญามังกรอย่างเด็ดขาดหากจีนยังแทรกแซงเงินหยวนต่อไป

แต่ในความเป็นจริง นับตั้งแต่โอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ผู้นำสหรัฐผิวสีรายนี้ก็กลับไม่เคยกล่าวคำว่า “ไชนา” ตรงๆ เลยสักครั้งเมื่อพูดถึงเรื่องปัญหาเงินหยวน

ดังนั้น จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักที่นักการเมืองอย่าง มิตต์ รอมนีย์ จะเปิดประเด็นโจมตีจีนอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้อีกครั้ง

นักวิเคราะห์มองว่าสาเหตุที่จีนกลายมาเป็นเป้านิ่งของนักการเมืองสหรัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เนื่องจากจีนได้ก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจของโลกอย่างแท้จริง สามารถ แซงหน้าญี่ปุ่นจนกลายเป็นชาติที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก และหลายฝ่ายก็คาดว่าสักวันจีนจะแซงหน้าสหรัฐไปแบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว

“ชาวอเมริกันเริ่มมองว่าจีนเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวมากขึ้น และนักการเมืองต่างก็รู้ความจริงนี้ดี จึงนำมาใช้เป็นยุทธศาสตร์หาเสียง” ซุน กล่าว

เหนือสิ่งอื่นใด จีนยังถือว่าเป็น “เป้า” ที่โจมตีง่ายเสียด้วย เพราะรัฐบาลจีนมักไม่ค่อยตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์มากนัก โดยรัฐบาลกรุงปักกิ่งจะปล่อยให้สื่อกระบอกเสียงทำหน้าที่แทน

ขณะที่ท่าทีของชาวจีนต่อเรื่องนี้นั้น เจี๊ยชิงกัว ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนและรองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง อธิบายว่า รัฐบาลจีนเข้าใจดีว่าจะต้องรับมือกับอะไรบ้างในช่วงที่สหรัฐอยู่ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

“ตามธรรมเนียมปฏิบัตินั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างสองฝ่าย คนจีนจะนิ่งไว้ก่อน เนื่องจากจะคำนึงอยู่เสมอว่าอาจต้องร่วมมือหรือทำงานกับอีกฝ่ายในอนาคต”

จีนจะไม่พยายามสร้างศัตรูกับนักการ เมืองสหรัฐอย่างแน่นอนก่อนช่วงการเลือกตั้ง เพราะโอกาสที่บุคคลคนนั้นจะชนะการเลือกตั้งและขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐก็มีสูง จีนจึงไม่ต้องการเอาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศมาเสี่ยงกับเรื่องพรรค์นี้

เพราะฉะนั้นหากคำพูดหรือการกระทำของนักการเมืองสหรัฐไม่ได้รุนแรงจนเข้าขั้นเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของประเทศ จีนก็จะอดกลั้นต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเป็นห่วงก็คือ ท่าทีของจีนนั้นกำลังเปลี่ยนไป และหากเป็นเช่นนั้น จีนก็อาจไม่ยอมเพิกเฉยต่อกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน

ท่าทีที่เปลี่ยนไปนั้นมีสาเหตุจากการเติบโตและความก้าวหน้าของจีนเอง โดยปัจจุบันจีนกำลังเป็นที่จับตามองมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เพราะวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในยุโรปและสหรัฐได้ส่งผลให้โลกตะวันตกหันมาหวังพึ่งพาความช่วยเหลือจากจีนมากขึ้น

นักวิเคราะห์เริ่มมองว่าความมั่นใจของจีนในยุคนี้อาจจุดชนวนให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐตึงเครียดมากขึ้น หากนักการเมืองสหรัฐยังคงเดินหน้าที่จะใช้การโจมตีจีนเป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงต่อไป

“สิ่งที่อาจเกิดขึ้นมีอยู่ 2 ประการ คือ นักการเมืองสหรัฐอาจเพลากลยุทธ์โจมตีลง และอย่างที่ 2 ก็คือการเปลี่ยนแปลงของจีนนั้นจะยิ่งจุดประกายให้เกิดการโจมตีจีนมากขึ้น เพราะนับวันจีนก็ยิ่งดูเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งและน่ากลัวมากขึ้น” เคนเนธลิเบอร์ตอล ผู้เชี่ยวชาญจีนจากสถาบันบรูคกิง กล่าว

ทว่า โอกาสที่สหรัฐจะเลิกโจมตีจีนนั้นยังถือว่าเป็นไปได้ยากมาก นอกจากนั้นเส้นทางการเลือกตั้งครั้งนี้ยังคงอีกยาวไกล ซึ่งนักการเมืองอเมริกันอาจโจมตีจีนด้วยถ้อยคำที่รุนแรงเกินไป ซึ่งรัฐบาลสหรัฐควรจับตาการหาเสียงในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นอาจจะกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศได้

และล่าสุดนั้น สำนักข่าวซินหัว กระบอกเสียงอันดับ 1 ของรัฐบาลจีน ได้เริ่มตอบโต้ รอมนีย์ แล้วว่า “ช่างไร้สาระสิ้นดี...”

เป็นสัญญาณว่าในวันนี้จีนอาจจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือของนักการเมืองสหรัฐอีกต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI