posttoday
ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจย้ำ โลกเดินหน้าถดถอย

ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจย้ำ โลกเดินหน้าถดถอย

04 กันยายน 2554

จากสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกในปัจจุบัน ส่งผลให้บรรดาผู้นำธุรกิจ

จากสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกในปัจจุบัน ส่งผลให้บรรดาผู้นำธุรกิจ

และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินทั่วโลกต่างยืนยันการคาดการณ์ในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจของโลกในขณะนี้กำลังเผชิญหน้าเข้าสู่สภาวะถดถอยแน่นอน

สาเหตุก็เพราะตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่เป็นไปอย่างเฉื่อยชา ความผิดปกติของเศรษฐกิจในภาคพื้นยุโรปและความเสี่ยงในตลาดการเงินที่ยังคงมีอยู่

นอกจากนี้ เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติขนาดใหญ่และเหตุความวุ่นวาย ความไม่สงบ ยังเป็นอีกหนึ่งเชื้อเพลิงชั้นดีที่โหมกระพือคลื่นความหวาดกลัว ที่ไม่เพียงแต่ครอบงำนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรในตลาดการเงินโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเหตุให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจจริงตกต่ำตามลงไปด้วย

ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจย้ำ โลกเดินหน้าถดถอย

นูเรียล รูบินี นักเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ระบุว่า สภาวการณ์ในปัจจุบันสอดแทรกไว้ด้วยสัญญาณเตือนที่สำคัญของภาวะถดถอยซ้ำซ้อน (Double-Dip Recession) ที่ทั่วโลกไม่อาจมองข้ามไปได้

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีกลุ่มนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญบางส่วนออกมาแสดงความเห็นว่า เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลังมีแนวโน้มทิศทางที่สดใสมากขึ้น

แต่ขึ้นชื่อว่า รูบินี ซึ่งมีฉายาว่า ดร.ดูม จากการคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างแม่นยำถึงการพังทลายของสถาบันทางการเงินของสหรัฐในปี 2551 ในขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงระเริงกับความร้อนแรงดังกล่าว ส่งผลให้คำเตือนที่ รูบินี ให้ในโอกาสการประชุมประจำปีที่ Ambrosetti Forum ในอิตาลี ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมากล่าวขึ้น กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายต้องขบคิดพิจารณาอย่างจริงจังอีกครั้ง

เมื่อประมวลลำดับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ความห่วงใยและความกังวลที่ทำให้บรรดานักวิเคราะห์ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ส่วนใหญ่ล้วนพุ่งมาที่สหรัฐ ในฐานะยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลก

“ตัวเลขที่เรามองเห็นจากฝั่งสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นภาคโรงงาน ภาคก่อสร้าง ภาคผู้บริโภค ล้วนชี้ให้เราเห็นว่า สหรัฐกำลังอยู่ในช่วงขาลงและเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเป็นทางการในช่วงสิ้นปีนี้” มาร์ติน เฟล์ดสไตน์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจ จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการให้คำแนะนำด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประธานาธิบดี บารัก โอบามา กล่าว

ทั้งนี้ ในทัศนะของรูบินี เศรษฐกิจของโลกที่นำโดยสหรัฐมีสภาวะที่สุ่มเสี่ยงอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลับเลวร้ายลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากเหตุคาดไม่ถึงที่เกิดขึ้นในปี 2554 ทั้งเรื่องความไม่สงบในโลกอาหรับที่ส่งผลต่อราคาน้ำมัน ปัญหาความโกลาหลในกรีซที่แพร่ลุกลามทั่วยุโรป ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลต่อชิ้นส่วนวัตถุดิบในกระบวนการผลิต และสิ่งที่น่าห่วงที่สุดก็คือ ระบบของสหรัฐ ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกระหว่างเดโมแครตและรีพับลิกัน สองพรรคการเมืองใหญ่

รูบินี มองว่า เหตุการณ์ข้างต้นที่เกิดขึ้นล้วนส่งผลกระทบต่อสหรัฐอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ขณะเดียวกันมาตรการหลายล้านล้านเหรียญสหรัฐที่รัฐบาลและธนาคารกลางของสหรัฐทุ่มลงไปก่อนหน้านี้ ทำให้สหรัฐไม่หลงเหลือกระสุนกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไป นอกจากเดินหน้าสู่ภาวะถดถอยอย่างจริงจัง

ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจย้ำ โลกเดินหน้าถดถอย

ความเห็นดังกล่าวข้างต้นของ รูบินี มีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานใหม่ในประเทศ ที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นแม้แต่น้อย จนกลายเป็นชนวนสำคัญที่ยืนยันว่า ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่สภาวะถดถอยอย่างแท้จริง หลังจากที่ก่อนหน้านี้อาจมีลังเลอยู่บ้าง เนื่องจากเครดิตความน่าเชื่อถือของสหรัฐยังคงมีดีอยู่พอประมาณ

“ตลาดขณะนี้ คาดการณ์ว่าสภาวะถดถอยจะกินเวลาทั้งสิ้น 2 ปี” กิอันลูคา การ์บิ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจากอิตาลี กล่าว

ด้าน ฮันส์เวอร์เนอร์ ซินน์ ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมิวนิก กลับมองว่าสิ่งที่น่ากังวลหนักมากที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่สหรัฐ แต่เป็นสถานการณ์ในยุโรป

ทั้งนี้ ซินน์ ย้ำว่า ยุโรปในตอนนี้กำลังเผชิญปัญหาคู่ขนานที่ทางตอนเหนือของภูมิภาคมีระบบเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม ขณะที่ทางตอนใต้กลับมีระบบที่หละหลวมจนทำให้ประสบปัญหาหนี้สูง เติบโตช้า และคนตกงานมาก ซึ่งความแตกต่างระหว่างกันนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้สกุลเงินยูโรล่มหรือหดเล็กลง

“ยุโรปต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างนโยบายขนานใหญ่ แม้ว่าจะเจ็บปวดมากแค่ไหน โดยผมไม่เห็นว่าสกุลเงินยูโรจะมีประโยชน์หรือสามารถช่วยเหลือกรีซได้เลย และยิ่งจะเป็นการทำร้าย ทำลายกรีซมากกว่า ถ้าจะดันทุรังอยู่กับสกุลเงินยูโรต่อไป” ซินน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มิน ซู รองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กลับเห็นว่า ความเห็นของ รูบินี และผู้สนับสนุนมองข้ามตัวเลขการเติบโตของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่มีทั้งกำลังการผลิตและกำลังซื้อที่คิดเป็นครึ่งหนึ่งของโลก โดย มิน ซู คาดการณ์ว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้จะมีการเติบโตอยู่ที่ 6%

ความเห็นของ มิน ซู ข้างต้น ช่วยเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้ประกอบการให้ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ท่ามกลางความเลวร้าย

แม้จะยอมรับว่าเศรษฐกิจในตลาดประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเอเชีย ยังคงมีหนทางที่จะประคองตัวรอดต่อไปได้ แต่รูบินีกลับเห็นว่า ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เหล่านี้ไม่สามารถหลบเลี่ยงจากภาวะถดถอยของกลุ่มประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐและยุโรป

เพราะสิ่งสำคัญที่ไม่อาจหลงลืมไปได้ก็คือว่า ทั้งสหรัฐและยุโรปก็ล้วนเป็นประเทศที่บริโภคหรือสั่งซื้อสินค้าจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่เช่นเดียวกัน

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI