
เศรษฐกิจโลกผจญปัจจัยเสี่ยงเพิ่ม ผู้นำเร่งหาทางออก
เริ่มต้นสัปดาห์กันด้วยเรื่องข่าวร้ายทางวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อ
เริ่มต้นสัปดาห์กันด้วยเรื่องข่าวร้ายทางวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อ
คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในเวทีประชุมเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางทั่วโลก ที่เมืองแจ็กสัน โฮล ในรัฐไวโอมิง ของสหรัฐ ออกโรงเตือนว่า โลกกำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ และเครื่องมือที่จะใช้แก้ปัญหานั้นมีอยู่อย่างจำกัด
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโลกจะมีทางเลือกที่จะแก้ปัญหาน้อยลงทุกที แต่ทว่าก็ยังมีวิธีสู่การเติบโตอีกครั้ง ซึ่งการใช้มาตรการที่เด็ดขาดแน่วแน่จะช่วยในการแก้ไขสถานการณ์ได้
คำพูดของ ลาการ์ด มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นกล่าวในเวทีเดียวกัน โดยเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองเร่งนโยบายสร้างงานและกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์อีกระลอก
ขณะที่หลังจากนั้นไม่กี่วัน เฟดได้เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ซึ่งระบุว่า เฟดพร้อมที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 4 มาตรการ ทั้งการทุ่มเงินเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ (คิวอี 3) การขยายระยะเวลาครบกำหนดของตราสารที่เฟดครอบครองอยู่ให้นานขึ้นเพื่อช่วยลดต้นทุนกู้ยืมในระยะยาว การลดอัตราดอกเบี้ยที่เฟดจ่ายให้กับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการเงินปล่อยกู้มากขึ้น และสุดท้ายการลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาการว่างงานภายในประเทศที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
ทว่า คณะกรรมการเฟดบางคนก็ไม่เห็นด้วยกับ 4 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะมองว่าการแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจจะต้องเป็นไปตามทีละขั้นตอน และมาตรการทางการเงินจะไม่สามารถเร่งรัดกระบวนการนี้ได้
ยุโรปรอดถดถอยแต่อนาคตมืดมน
ด้านสถานการณ์วิกฤตหนี้ในยุโรปที่เริ่มลามสู่ภาคเศรษฐกิจจริง โดยความเชื่อมั่นภาคธุรกิจผู้บริโภคยังดิ่งลงแรง ขณะที่สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังปรับลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของ 17 ประเทศกลุ่มยูโรโซนในปีนี้ จากเดิมที่ 1.9% ลงมาอยู่ที่ 1.7% และอยู่ที่ 1.5% ในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายูโรโซนจะเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่ในช่วงครึ่งปีหลังยูโรโซนจะสามารถโตได้ แม้จะกระท่อนกระแท่นก็ตาม
นอกจากนี้ เคลาส์ เรกกลิง ผู้อำนวยการสำนักงานเพื่อความมั่นคงทางการเงินแห่งสหภาพยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) กล่าวแสดงความเชื่อมั่นอีกว่า วิกฤตหนี้ในยุโรปจะสามารถผ่านพ้นไปได้ในปี 2557 เพราะโดยรวมแล้วพื้นฐานโครงสร้างของกลุ่มประเทศยูโรโซนกำลังพัฒนาขึ้น โดยแต่ละชาติเริ่มที่จะดึงภาคการเงินกลับสู่ความเป็นระเบียบได้อีกครั้ง และแม้กระทั่งไอร์แลนด์ที่ต้องรับเงินช่วยเหลือไป ก็เริ่มที่จะตั้งตัวยืนบนลำแข้งของตัวเองได้
โดยในช่วง 18 เดือนต่อจากนี้ ได้มีหลายปัจจัยที่พอจะหนุนให้เกิดการเติบโตของยุโรปได้ ซึ่งรวมไปถึงความต้องการสินค้าจากตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่และการฟื้นตัวที่ยังดำเนินต่อไป แม้จะไม่ราบนรื่นนัก อีกทั้ง การใช้จ่ายของภาคเอกชนก็ยังคงดำเนินอยู่
สำหรับเยอรมนี ประเทศเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของยูโรโซนนั้น เอสแอนด์พี ได้ปรับลงมาอยู่ที่ 2.0% ในปีนี้จาก 2.5% และสำหรับฝรั่งเศสเขตเศรษฐกิจอันดับ 2 ของยูโรโซน ก็ถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.7% ทั้งในปีนี้และปีหน้า จากเดิมที่ 2.0% และ 1.9% ตามลำดับ
นอกจากนั้น เอสแอนด์พี ยังคาดการณ์ด้วยว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะยังรักษาระดับดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมที่ 1.5% จนกว่าจะถึงกลางปีหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยคาดการณ์ว่าอีซีบีจะปรับขึ้นดอกเบี้ยไปที่ 2.0% ในปลายปีนี้
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันดัชนีบ่งชี้ถึงสภาพบรรยากาศของภาคธุรกิจและผู้บริโภคของกลุ่มประเทศยูโรโซน ประจำเดือน ส.ค.นั้นได้ปรับลดลง เนื่องจากเกิดกระแสความหวั่นเกรงถึงสภาวะเชื่องช้าทางเศรษฐกิจของยุโรป โดยดัชนีได้ปรับลดลง 4.7 จุด มาอยู่ที่ 98.3 จุดแล้ว หลังจากที่รักษาระดับที่ประมาณ 100 จุด
รายงานระบุว่า บรรยากาศทางธุรกิจและผู้บริโภคในเยอรมนีนั้น ตกลงมากที่สุดในกลุ่ม โดยสาเหตุหลักๆ เป็นผลมาจากการเห็นว่า อนาคตของภาคการค้าปลีกนั้นไม่ดีนัก อีกทั้งผู้บริโภคต่างไม่แน่ใจกับอนาคตการจ้างงาน ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมก็แสดงความวิตกต่อใบสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่เห็นว่าอาจจะระบายสินค้าออกจากสต๊อกที่มากเกินไปไม่ทัน
ทางด้านนักเศรษฐศาสตร์และเจ้าหน้าที่ รัฐบาลยุโรปต่างเห็นว่า เศรษฐกิจภาคจริงของกลุ่มยูโรโซนเริ่มที่จะได้รับผลกระทบจากปัญหาในภาคการเงินแล้ว และเกิดความหวั่นเกรงว่ารัฐบาลต่างๆ จะไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด







