posttoday
ศึกสมาร์ตโพนของกูเกิลก้าวใหญ่ที่พันธมิตรแอนดรอยด์ต้องหนาว

ศึกสมาร์ตโพนของกูเกิลก้าวใหญ่ที่พันธมิตรแอนดรอยด์ต้องหนาว

21 สิงหาคม 2554

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ทำให้ตลาดทั่วโลกต้องซบเซาจับไข้ไปตามๆ กันนี้

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ทำให้ตลาดทั่วโลกต้องซบเซาจับไข้ไปตามๆ กันนี้

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ทำให้ตลาดทั่วโลกต้องซบเซาจับไข้ไปตามๆ กันนี้ ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่สมาร์ตโฟนดูจะเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดที่ยังคงความสดใส และไม่ได้รับผลกระทบด้านลบใดๆ ทั้งสิ้น

ความคึกคักร้อนแรงของตลาดสมาร์ตโฟนยืนยันได้จากตัวเลขการเติบโตของตลาดที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% อย่างต่อเนื่องในแต่ละปี โดยจากผลการสำรวจล่าสุดของไอเอ็มเอส รีเสิร์ชเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ยังได้คาดการณ์ว่า ยอดขายสมาร์ตโฟนในปี 2554 จะมีมากถึงราว 420 ล้านเครื่อง โดยมีตลาดในประเทศเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดียเป็นตลาดหลักสำคัญ

แรงเติบโตดังกล่าวจึงเป็นอาหารหวานอันโอชะที่ทำให้บริษัทผู้ผลิตและผู้พัฒนาสมาร์ตโฟน ทั้งแบบฮาร์ดแวร์ (ตัวอุปกรณ์) และซอฟต์แวร์ (ระบบโปรแกรม) ต่างโดดเข้ามาชิงชัยในสนามนี้อย่างดุเดือด

ทั้งนี้ นอกเหนือจากผู้เล่นที่แข็งแกร่งที่สุดในสนามอย่างแอปเปิล ซึ่งเป็นผู้ที่ให้บริการทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แล้ว ก็มีกูเกิลผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ “แอนดรอยด์” ที่กำลังทำคะแนนไล่ตามมาติดๆ โดยการสำรวจตลาดครั้งล่าสุด พบว่าแอนดรอยด์ครอบครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ตโฟนโลกอยู่สูงถึง 48%

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายอะไรที่กูเกิลจะฝันใหญ่ก้าวไปไกลอีกขั้น ด้วยการประกาศทุ่มเงินมากถึง 1.25 หมื่นเหรียญสหรัฐ ซื้อโมโตโรล่า โมบิลิตี เพื่อตามรอยแอปเปิลขึ้นแท่นเป็นเจ้าสมาร์ตโฟน

อย่างไรก็ตาม สำหรับคอสมาร์ตโฟนในวงการ เหตุผลประการแรกดูจะไม่มีน้ำหนักเท่ากับเหตุผลที่กูเกิลยอมทุ่มเงินมหาศาล หรือจะเรียกได้ว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทกูเกิลขึ้นมา ก็เพื่อเข้าถึงสิทธิบัตรเทคโนโลยีที่โมโตโรล่ามีอยู่ในมือ เพื่อปกป้องตัวเองจากการฟ้องร้องดำเนินคดีของบริษัทคู่แข่ง

 

ศึกสมาร์ตโพนของกูเกิลก้าวใหญ่ที่พันธมิตรแอนดรอยด์ต้องหนาว

ทั้งนี้ ตามปกติแล้วบริษัทที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ในมือมากมายมีทางเลือกอยู่ด้วยกัน 3 ทางก็คือ การขึ้นทะเบียนออกใบอนุญาตให้บริษัทอื่นๆ นำไปใช้ โดยคิดค่าบริการตามความเหมาะสม หรือเลือกไปตกลงกับพันธมิตรเพื่อใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่จดสิทธิบัตรแล้วเช่นกันของอีกฝ่าย หรือสุดท้ายใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องบริษัทอื่นๆ

แน่นอนว่า กรณีที่แอปเปิลฟ้องศาลให้มีคำสั่งห้ามไม่ให้สมาร์ตโฟนซัมซุง กาแล็กซี่ แท็บ ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีแอนดรอยด์ของกูเกิลเข้ามาขายในยุโรป ก่อนที่ศาลจะยกฟ้องไป เพราะพบความผิดปกติในหลักฐานที่แอปเปิลกล่าวอ้างว่า ซัมซุงละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด สำหรับทางเลือกสุดท้าย

นอกจากนี้ กรณีข้างต้นยังพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอาวุธที่มีความสำคัญมากเพียงใดสำหรับธุรกิจที่ต้องการจะประสบความสำเร็จ และอยู่รอดปลอดภัยต่อไปได้

ทั้งนี้ เมื่อพลิกแฟ้มประวัติของบริษัทดู จะพบว่าโมโตโรล่าถือสิทธิบัตรโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ในมือสูงถึง 1.7 หมื่นใบ โดยมีอีกหลายพันใบที่กำลังอยู่ระหว่างการรออนุมัติ และกลายเป็นของหวานที่ยั่วยวนใจกูเกิลไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญหลายรายต่างเกรงว่า การเข้าซื้อโมโตโรล่าในครั้งนี้ของกูเกิล อาจไม่ได้เป็นเกราะกันภัยอย่างที่กูเกิลหมายมาดไว้ โดย ฟลอเรียน มิวเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรระบุว่า สิทธิบัตรที่โมโตโรล่ามีไม่ได้ช่วยยับยั้ง หรือขัดขวางการฟ้องร้องดำเนินคดีจากทั้งแอปเปิลและไมโครซอฟท์ได้

เพราะในปี 2553 ที่ผ่านมา แอปเปิลเดินหน้าฟ้องโมโตโรล่า กรณีสมาร์ตโฟนรุ่น ซูม แท็บเล็ต เช่นเดียวกับที่ไมโครซอฟท์ฟ้อง เพราะรูปร่างหน้าตาที่คล้ายกันมากจนราวกับเป็นพิมพ์เดียวกันกับสมาร์ตโฟนของไมโครซอฟท์

นอกจากนี้ การร่วมมือกันของแอปเปิลและไมโครซอฟท์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้กูเกิลเข้าซื้อสิทธิบัตรจากนอร์เทล บริษัทผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมของแคนาดาซึ่งปิดกิจการไปแล้ว

ขณะเดียวกันการที่กูเกิลออกมาเปิดเผยว่า ต้องการสิทธิบัตรจากโมโตโรล่าเพื่อเป็นโล่ป้องกันไม่ใช่เฉพาะกูเกิลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพันธมิตรของกูเกิลที่เลือกใช้ระบบแอนดรอยด์ด้วยนั้น เป็นเรื่องที่มิวเลอร์เห็นว่า จะทำให้สงครามสิทธิบัตรร้อนแรงขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่จำต้องยอมรับก็คือ กูเกิลไม่ได้เป็นบริษัทที่ใจดีถึงขนาดยอมทุ่มเงินนับหมื่นๆ ล้านบาท เพื่อซื้อสิทธิบัตรปกป้องพลพรรคคนรักแอนดรอยด์แน่นอน หากไม่เห็นโอกาสในตลาดทองคำอย่างสมาร์ตโฟนที่เดินหน้าโตวันโตคืนเช่นนี้

การเดินหน้าซื้อโมโตโรล่าจึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นในการวางรากฐานของกูเกิล สำหรับผลิตสมาร์ตโฟนฮาร์ดแวร์แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย เหมือนกับที่แอปเปิลทำเงินมหาศาลจากการขายไอโฟนและไอแพด

เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อโอกาสมาถึงกูเกิลย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือไปได้ ยิ่งไปกว่านั้นในทัศนะส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์ต่างเห็นพ้องตรงกันว่า โมโตโรล่าก็เป็นบริษัทที่กำลังโตได้ที่ ที่จะเข้ามาควบรวมกิจการ

สจ๊วต ไมล์ส ผู้ก่อตั้ง พ็อกเกต ลินท์ ดอทคอม กล่าวว่า โมโตโรล่าเป็นบริษัทมือถือสัญชาติอเมริกันที่เคยตกต่ำ แต่ตอนนี้กำลังกลับมาอย่างแรง และเป็นที่น่าจับตามองว่า โมโตโรล่าและกูเกิลอาจเป็นคู่หูที่เกื้อหนุนกันและกันได้อย่างลงตัว

แน่นอนว่า หากโมโตโรล่าคือคนที่ใช่แน่ๆ สำหรับกูเกิล ไม่ต้องบอกก็พอจะเดากันได้ว่า ซอฟต์แวร์แอนดรอยด์ที่กูเกิลใจดีให้พันธมิตรใช้กันได้อย่างสบายใจอยู่นี้ คงไม่แคล้วต้องกระเด็นออกจากวงการ

แม้ว่าในขณะนี้พันธมิตรคนสำคัญอย่างซัมซุงจากเกาหลีใต้ หรือเอชทีซีจากไต้หวันจะยังไม่มีท่าทีโกรธเคืองใดๆ ต่อการประกาศซื้อโมโตโรล่าของกูเกิล แถมออกจะดีใจมากกว่าที่กูเกิลสัญญาว่าจะให้ความคุ้มครองผู้ใช้แอนดรอยด์ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ท่าทีที่ว่านี้จะอยู่ยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้ สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ก็คือว่า ในแถลงการณ์ของแต่ละบริษัทที่ออกมายินดีกับกูเกิลในครั้งนี้ล้วนสั้น กระชับ ไร้ซึ่งรายละเอียด ทำให้ยากที่จะระบุแน่ชัดว่า บริษัทเหล่านี้รู้สึกอย่างไรกันแน่ แต่ที่เห็นชัดก็คือถ้อยคำที่ใช้ ไม่ได้เป็นไปตามแบบที่สารแสดงความยินดีควรที่จะเป็นเลยแม้แต่น้อย เพราะหากไม่คิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป ย่อมเข้าใจกันได้อย่างไม่ยากเย็นว่า โมโตโรล่ามีแนวโน้มติดปีกผงาดขึ้นเป็นเจ้าสมาร์ตโฟนได้อย่างไม่ยากเย็น

และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นว่า โมโตโรล่าเองนี่แหละที่อาจจะเป็นผู้ฉีกสัญญาของผู้ใช้บริการแอนดรอยด์รายอื่นๆ แทน

 

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน