posttoday
เปิดตาที่สามในวัดเซน

เปิดตาที่สามในวัดเซน

21 สิงหาคม 2554

วันหนึ่งในต้นฤดูหนาวบนเขาสูง ณ เมือง “คยองจู” ปรากฏ “บิกุนี” (บ๑ฑธดฯ ภิกษุณี)

วันหนึ่งในต้นฤดูหนาวบนเขาสูง ณ เมือง “คยองจู” ปรากฏ “บิกุนี” (บ๑ฑธดฯ ภิกษุณี)

โดย เพียงออ วิไลย

3 รูป ในชุดสีเทาแบบนักบวชมหายานเดินมาตามทางดินที่แผ้วถางให้ลัดเลาะเข้าสู่ถ้ำหิน “ซอกกูรัม” ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัดพุลกุกซา ศูนย์กลางของศาสนาพุทธนิกาย โจกเย ในจังหวัดคยองซางบุกโด ... ท่านเหล่านั้นเดินผ่าน “เชกา” ไปอย่างสงบนิ่ง ดูน่าเลื่อมใสนัก เมื่อเห็นกันในระยะใกล้จึงพบว่าท่านเหล่านี้ไม่ใช่ชาวเกาหลี แต่เป็นคนต่างชาติผิวขาวจมูกโด่งทั้งสิ้น

เมืองคยองจูในอดีต คือที่ตั้งเมืองหลวงของอาณาจักรชิลลา เคยเป็นศูนย์กลางของความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา แม้ว่าจีนตั้งแต่โบราณกาลมา เป็นทั้งมิตรผู้ใกล้และศัตรูผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเกาหลีในอดีต แต่ในทางจิตวิญญาณแล้ว ถือว่าจีนเป็นผู้มีคุณอยู่มากแก่เกาหลี นับแต่หลวงจีนซุนเตาได้นำพระพุทธศาสนามหายานมาประดิษฐานในเกาหลีเมื่อ 1,593 ปีก่อน และวิถีแห่ง “เซน” กลายเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติตนเพื่อความรู้แจ้งของนักบวชตามวิถีแห่ง “เซน” ธรรมะ คือ ธรรมชาติ และสรรพสิ่งทั้งมวลล้วนจบลงที่ความ “ว่าง” มีสภาวะ แต่ไม่มีตัวตน ซึ่งจะสามารถรู้เห็นได้ด้วยดวงตาที่สาม คือ ดวงตาที่เห็นธรรมเท่านั้น

เปิดตาที่สามในวัดเซน

ประกายแสงออราเจิดจ้าออกมาจากใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาของภิกษุณีทั้งสามรูปช่างงามจับตายิ่งนัก ... จึงเป็นเหตุให้ “เชกา” สนใจใคร่รู้เรื่องราวของพุทธมหายานในเกาหลี ด้วยความรู้อันน้อยนิดและคับแคบ จึงรู้แต่เพียงว่า ในพุทธเถรวาทนิกาย ภิกษุณีได้หมดสิ้นลงไปแล้ว หากอยากจะเป็นภิกษุณี ต้องไปอุปสมบทในต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลี ศรีลังกา เพราะมีภิกษุณีบวชให้ ... แล้วเกาหลีมีภิกษุณีสืบมาได้อย่างไร

ตามประวัติศาสตร์ ปรากฏว่าหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้วราว 236 ปี พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ส่งพระธรรมทูตออกไปเผยแผ่ศาสนา พระมหินทรเถระ ผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์เองไปเผยแผ่ศาสนาในศรีลังกาแล้วประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง จนทำให้เหล่ากุลสตรีเกิดศรัทธาอยากจะอุปสมบทเป็นภิกษุณี พระเจ้าอโศกจึงได้ส่งพระสังฆมิตตาเถรี พระธิดาของท่านอีกพระองค์ไปเป็นปวัตตินี (พระอุปัชฌาย์ที่เป็นผู้หญิง) พระเถรีได้อัญเชิญหน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา สถานที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ไปปลูกที่เมืองหลวงเก่าแก่ “อนุราชปุระ” ด้วย ต้นหน่อต้นนี้ยังอยู่ที่เดิม ครั้งแรกที่ “เชกา” ได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นนี้ เกิดความตื้นตันใจอย่างยิ่ง ลำต้นกิ่งก้านใบที่แผ่ขยายออกปกคลุมทั่วบริเวณ บ่งบอกอายุ 2,000 กว่าปี ได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลศรีลังกา เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง จึงคอยรดด้วยน้ำนมสดทุกวัน

งานวิจัยของ Prof. Hema Gunatilleke กล่าวว่า ราว 900 ปีต่อมา คณะภิกษุณีจากศรีลังกาได้เดินทางออกเผยแผ่ศาสนาและให้กุลสตรีในแดนไกลได้มีโอกาสอุปสมบท จึงลงเรือของนายนันทิ เดินทางข้ามมหาสมุทรอย่างลำบากและอันตรายถึง 3 เดือน จึงถึงประเทศจีน และได้อุปสมบทให้ภิกษุณีจีนเป็นครั้งแรก จากนั้นด้วยวิถีแห่งธรรม ภิกษุณีจึงได้รับการสืบสายจากจีนสู่เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเวียดนาม ในที่สุด ... นับได้ว่า ภิกษุณีนี้ล้วนสืบสายมาจากพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี ผ่านทางพระนางสังฆมิตตาเถรี นั่นเอง

ต่อมาถึงกาลที่ภิกษุณีในศรีลังกาต้องสูญสิ้นลง และขาดหายไปนานถึง 1,000 ปี ไม่มีใครสามารถบวชเป็นภิกษุณีในศรีลังกาได้ แต่ท้ายที่สุดเหมือนกับความดีที่สั่งสมไว้ส่งผลให้การฟื้นฟูพุทธบริษัทสี่ คือ ภิกษุณีในศรีลังกาทำได้สำเร็จจากการช่วยเหลือจากคณะภิกษุณีจากเกาหลี Bhikkuni Dr. Kusuma Devendra จึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีศรีลังกาคนแรกในรอบ 1,000 ปี ...ท่านเล่าว่า 3 เดือนก่อนการอุปสมบท ท่านได้เดินทางไปเกาหลีเพื่อศึกษาพระวินัยที่วัดโบมยอนซา ศาสนาพุทธนิกายโจกเย และโดยภิกษุณีชาวเกาหลีเป็นปวัตตินี ท่านได้ทำการอุปสมบทต่อหน้าคณะสงฆ์แห่งมหาโพธิสมาคมของอินเดียที่เมืองสารนาถ ในอินเดีย

เปิดตาที่สามในวัดเซน

ท่านเล่าว่า พระธรรมวินัยที่ถ่ายทอดกันอยู่ในคณะสังฆเถรีของนิกายโจกเย เกาหลีไม่ผิดเพี้ยนไปจากพระวินัยสายบาลีวงศ์แต่อย่างใด เพียงแค่ได้รับการถ่ายทอดสืบกันมาเป็นภาษาเกาหลีเท่านั้น จึงทำให้ท่านต้องหาผู้ช่วยแปล ...

สิ่งนี้เป็นการยืนยันว่า คณะภิกษุณีในนิกายโจกเย มีความเข้มแข็งอย่างมากในการรักษาพระธรรมวินัยและสภาวะของภิกษุณีมิให้สูญหายไป ภิกษุเกาหลีครองผ้า 3 ชิ้น ในขณะที่ภิกษุณีครองผ้า 5 ชิ้น เพื่อปกปิดร่างกายให้รัดกุม ศีลปฏิบัติของภิกษุณีต้องเข้มมากกว่า ด้วยศีล 348 ข้อ (ภิกษุ 250 ข้อ) ความเข้มแข็งของจิตเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงสถานะซึ่งพุทธศาสนาในเกาหลีทำได้ดีมาก

แม้ในศรีลังกาเองซึ่งถือว่าเป็นเมืองแห่งศาสนาพุทธ ในอดีตก็ยังมิอาจรักษาสภาวะของภิกษุณีไว้ได้ ก่อนการฟื้นฟูก็ไม่ได้รับการยอมรับ ต่อมาภายหลังคณะสงฆ์และรัฐบาลศรีลังกามองเห็นว่า การที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเข้มแข็งได้ ต้องมีครบทั้งพุทธบริษัทสี่ ดังโต๊ะ 4 ขา ย่อมมีความมั่นคงแข็งแรงมากกว่าโต๊ะ 3 ขา นั่นเอง...

 

 

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน