
เรื่องดีๆของน้ำถั่วเหลือง
อาหารเช้าสไตล์จีนๆ ที่ช่วยเพิ่มพลังให้แก่คนทุกเพศทุกวัยนั้น มีให้เลือกรับประทานกันอย่างหลากหลาย
อาหารเช้าสไตล์จีนๆ ที่ช่วยเพิ่มพลังให้แก่คนทุกเพศทุกวัยนั้น มีให้เลือกรับประทานกันอย่างหลากหลาย
ไม่ว่าจะเป็นโจ๊ก ข้าวต้ม ขนมจีบซาลาเปา ขนมเครปแบบจีน ก๋วยเตี๋ยวน้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย แน่นอนว่า ความนิยมชมชอบและหน้าตาของอาหารมื้อแรกในแต่ละวันของชาวจีนที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ย่อมส่งผลต่อเมนูอาหารเช้าที่เป็นแบบฉบับของตน เมนูที่เราจะกล่าวถึงในวันนี้เป็นอาหารที่ชาวจีนน้อยคนนักพลาดโอกาสลิ้มลองรสชาติอันแสนโอชะของมัน เพราะมักจะวางขายคู่กับกับปาท่องโก๋ทอดร้อนๆ ที่แสนจะเข้ากัน พูดอย่างนี้แล้ว คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจาก “น้ำเต้าหู้” นั่นเอง
ชาวจีนคุ้นเคยกับเครื่องดื่มชนิดนี้เป็นอย่างดี เพราะมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าสองพันปีแล้ว เล่ากันว่า น้ำเต้าหู้ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ ถือกำเนิดขึ้นในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ผู้ที่คิดค้นเมนูนี้ขึ้นเป็นถึงอ๋องแห่งฮว๋ายหนานผู้มีนามว่า หลิวอัน เหตุเกิดจากมารดาล้มป่วยลง รับประทานอะไรก็ไม่ถูกปาก ท่านจึงพยายามเสาะหาอาหารที่ช่วยให้มารดาเจริญอาหาร หลังจากที่นำถั่วเหลืองแช่น้ำข้ามคืนไปบด แล้วคั้นเอาส่วนน้ำแยกกากออก กรองจนเหลือแต่น้ำสีเหลืองนวล แล้วนำไปต้มให้มารดาดื่มเป็นประจำ ไม่นานนักอาการของท่านก็ทุเลาและหายเป็นปกติ ความกตัญญูของท่านกลายเป็นที่เล่าลือกัน น้ำเต้าหู้จึงค่อยๆ กลายเป็นที่รู้จักกันในหมู่ชาวบ้าน ด้วยเหตุนี้ เมืองฮว๋ายหนานในมณฑลอานฮุย จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “แหล่งกำเนิดน้ำเต้าหู้” ไปโดยปริยาย
ชาวต่างชาติรู้จักน้ำเต้าหู้ในยุคสมัยที่ต่างกัน กล่าวคือ ยุคราชวงศ์ถัง พระเจี้ยนเจินนำไปเผยแพร่ยังประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ชาวเกาหลีเหนือเริ่มรู้จักน้ำเต้าหู้ในช่วงราชวงศ์ซ่ง ส่วนประเทศในแถบอเมริกาเหนือ แอฟริกา จะรู้จักน้ำเต้าหู้ช้ากว่าประเทศในโซนอื่นๆ กล่าวคือ ราวศตวรรษที่ 18 ที่ผ่านมานี้เอง นับแต่นั้นเป็นต้นมาน้ำเต้าหู้ก็กลายเป็นอาหารจีนที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง
เมื่อเอ่ยถึงน้ำเต้าหู้ก็มิวายที่จะนึกถึงของคู่กันอย่างปาท่องโก๋ไม่ได้ อาหารชนิดหลังนี้เล่ากันว่าเกิดจากการนำแป้งสองเส้นที่เป็นตัวแทนของฉินฮุ่ยขุนนางขายชาติและหวางซื่อภริยามาทอดลงในกระทะ เพื่อชำระแค้นให้แก่แม่ทัพอู๋ซานกุ้ยผู้ภักดีแห่งราชวงศ์ซ่งใต้ ซึ่งถูกใส่ความและต้องโทษประหารชีวิตในที่สุด ถือเป็นอาหารเช้าที่บ่งบอกความเป็นจีนได้ดีทีเดียว ถึงแม้จะเป็นเมนูที่มีความเข้ากัน แต่ก็ควรควบคุมปริมาณในการรับประทาน เนื่องจากเป็นอาหารทอดที่มีปริมาณไขมันสูงมาก
การดี่มน้ำเต้าหู้ในยามเช้า ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างพลานามัย เพราะเป็นเมนูสุขภาพที่อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ที่สำคัญได้แก่โปรตีนจากพืชและกรดไขมันไม่อิ่มตัว ทั้งยังไม่มีคอเลสเตอรอลอีกด้วย การดื่มน้ำเต้าหู้เป็นประจำ ยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว ความดันโลหิตสูง ด้วยความที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “นมของชาวตะวันออก”
เรื่องราวเกี่ยวกับที่มาและคุณประโยชน์ของน้ำเต้าหู้ที่ปรากฏให้เห็นตามตำราการแพทย์ของจีน ล้วนยืนยันถึงความเป็นมาอันยาวนานของเครื่องดื่มชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี ตำราการแพทย์ยุคโบราณกล่าวถึงน้ำเต้าหู้ไว้ว่า มีฤทธิ์เป็นกลาง รสฝาด น้ำเต้าหู้ที่สดใหม่เหมาะแก่การดื่มได้ทุกฤดูกาล โดยเฉพาะฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศร้อนอบอ้าว การดื่มน้ำเต้าหู้จะช่วยขับไอร้อนและขับพิษออกจากร่างกาย
ในฐานะที่เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง จึงมักถูกนำไปกล่าวรวมกับถั่วชนิดอื่นๆ กล่าวคือ “ถั่วห้าสีบำรุงอวัยวะทั้งห้า” ไว้ว่า ถั่วแดงบำรุงเลือด ถั่วเหลืองบำรุงม้ามและลมปราณ ถั่วเขียวบำรุงตับ ถั่วขาวบำรุงปอด ถั่วดำบำรุงไต ถั่วทั้งห้าชนิดนี้มักนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บตามตำราแพทย์แผนจีน หากบริโภคถั่วทั้งห้าชนิดในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อวัยวะภายในที่กล่าวมาข้างต้น บันทึกในตำราแพทย์โบราณของจีน ระบุไว้ว่า น้ำเต้าหู้ช่วยในการขับปัสสาวะ ระงับอาการหวัด ขับพิษ เสริมสร้างกล้ามเนื้อ บำรุงผิวพรรณ ช่วยเจริญอาหาร ในจำนวนนี้ถั่วเหลืองถือว่ามีสรรพคุณที่ดีที่สุด เนื่องจากสามารถเสริมสร้างโปรตีนให้แก่ร่างกาย ขณะที่ถั่วชนิดอื่นทำหน้านี้เพียงอาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น
คนจำนวนมากต่างรู้ดีว่าน้ำเต้าหู้เป็นของราคาถูกที่คุณภาพคับแก้ว นอกจากช่วยบำรุงปอดและขับเสมหะ (รสดั้งเดิม) ลดความดันโลหิตและไขมันในร่างกายแล้ว ยังมีการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคมะเร็งของญี่ปุ่นว่า การดื่มน้ำเต้าหู้เป็นเวลานานมีส่วนช่วยในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน การดื่มน้ำเต้าหู้ชนิดไม่เติมน้ำตาลเพียงวันละแก้ว จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอีกด้วย
น้ำเต้าหู้ถือเป็นเครื่องดื่มเสริมความงามที่เหมาะแก่สุภาพสตรีเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่ผู้หญิงมักมีอาการโลหิตจาง ประสิทธิภาพการปรับความสมดุลในเลือดของน้ำเต้าหู้ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก โดยเฉพาะสุภาพสตรีวัยกลางคนและวัยชราที่ดื่มน้ำเต้าหู้อยู่เป็นประจำ จะช่วยปรับการขับของเหลวภายในร่างกาย ชะลอความแก่ ผลการวิจัยพบว่า ไอโซเฟลโวนีส โปรตีน และเลคซิติน ที่อยู่ในถั่วเหลืองช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งมดลูก มะเร็งเต้านม สารอาหารบางชนิดที่อยู่ในน้ำเต้าหู้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่า ทำให้ไขมันใต้ผิวหนังไม่จับตัวกันเป็นก้อน จึงช่วยเสริมสร้างความงามให้แก่เรือนร่าง หากรับประทานก่อนมื้ออาหารพร้อมๆ กับอาหารที่มีกากไขสูง จะทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น
หลายคนมักเกิดอาการอาเจียนหรือท้องร่วงหลังจากรับประทานน้ำเต้าหู้ และเข้าใจว่าเป็นอาการแพ้ สาเหตุประการหนึ่งของอาการดังกล่าวอาจเกิดจากดื่มน้ำเต้าหู้ที่ไม่เดือดเต็มที่ ก่อนอื่นต้องทราบว่าการนำถั่วเหลืองไปต้มที่อุณหภูมิ 80-90 องศาเซลเซียส จะก่อให้เกิดฟองสีขาวจำนวนมากลอยขึ้นมา ซึ่งคนจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่าฟองเหล่านี้เป็นสัญญาณบอกว่าน้ำถั่วเหลืองที่ต้มเดือดเต็มที่แล้ว ที่จริงความร้อนในระดับดังกล่าวยังไม่สามารถทำลายสารซาโพนีนที่อยู่ในถั่วเหลือง การปล่อยให้น้ำถั่วเหลืองอยู่บนความร้อนอีกราว 35 นาที จะช่วยทำลายสารพิษชนิดดังกล่าวและฟองให้หมดไป จึงควรใส่ใจในกระบวนการต้มอย่างมาก







