
ต่างชาติชี้อสังหาฯไทยเสี่ยงฟองสบู่
มาแรงสุดตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเตือนดีมานด์บ้านเริ่มชะลอตัว
มาแรงสุดตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเตือนดีมานด์บ้านเริ่มชะลอตัว
สื่อนอกประโคมข่าวตลาดอสังหาฯ ไทยร้อนแรงจัด เตือนฟองสบู่อาจแตกได้ทุกเมื่อหากเศรษฐกิจช็อก ไปจนถึงปัญหาการเมือง
สำนักข่าวเอเอฟพีจับตาความเคลื่อนไหวในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่กำลังเฟื่องฟู ด้วยอัตราการเกิดใหม่ของโครงการก่อสร้างที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่คึกคัก และสวนทางกับความวุ่นวายทางการเมือง ทั้งยังตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับภาพความล่มสลายของภาคการเงินและตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทย หลังเผชิญกับวิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 2540
สื่อต่างชาติรายงานว่า อัตราจดทะเบียนที่อยู่อาศัยใหม่เฉพาะในกรุงเทพฯ พุ่งขึ้นถึง 13.6% นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540
อย่างไรก็ตาม เอเอฟพีได้สอบถามไปยังบริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (AREA) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ พบว่าขณะนี้เริ่มเกิดภาวะโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยล้นตลาด และอาจกลายเป็นปัญหาที่ยากจะสกัดกั้นไม่ให้ลุกลามไปได้ โดยจากตัวเลขล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. พบว่าขณะนี้มีที่อยู่อาศัยกว่า 1.35 แสนหน่วยในกรุงเทพฯ ที่ยังขายไม่ได้ รวมถึงโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังมีอีก 1 แสนหน่วยที่จะทะลักเข้าสู่ตลาดในปีหน้า
บริษัท AREA ชี้ว่ามีสัญญาณความเป็นไปได้ที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ติดตามมาในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดปัญหาขึ้นกับระบบเศรษฐกิจและการเมืองของไทย อาจกลายเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะฟองสบู่แตก
สำนักข่าวต่างประเทศยังอ้างอิงแถลงการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระบุว่า กำลังจับตาสัญญาณของภาวะฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างแข็งขัน แม้ขณะนี้จะยังไม่สามารถจับสัญญาณดังกล่าวได้ แต่ ธปท.มีความกังวลถึงกระแสเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เอเอฟพีได้สอบถามความเห็นของนายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุนของธนาคารกสิกรไทย เกี่ยวกับทิศทางอสังหาริมทรัพย์ของไทย ซึ่งนายกอบสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้สถานะทางเศรษฐกิจของไทยดีกว่าเมื่อครั้งวิกฤตปี 2540 มาก และหากเกิดภาวะฟองสบู่แตกจะส่งผลกระทบในวงจำกัดเท่านั้น พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศจะมีความสามารถเพียงพอที่จะสกัดกั้นปัญหาได้
เอเอฟพีได้ตั้งข้อสังเกตว่า หลังจากที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยสิ้นสุดลงเมื่อเดือน มิ.ย.ปีที่แล้ว ทำให้ระดับความต้องการใช้จ่ายในประเทศเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งรวมถึงความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากหนึ่งในมาตรการกระตุ้นครอบคลุมถึงการส่งเสริมการใช้จ่ายในภาคอสังหาฯ ด้วย ซึ่ง ธปท.พยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยมาตรการทางการเงินเพื่อพยุงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ







