
ใจสู้หรือเปล่า
มีคำคำหนึ่งที่ผู้บริหารเกาหลีมักชอบพูดติดปากเวลาจะโน้มน้าวให้คนทำงานหนักขึ้นว่า
มีคำคำหนึ่งที่ผู้บริหารเกาหลีมักชอบพูดติดปากเวลาจะโน้มน้าวให้คนทำงานหนักขึ้นว่า
โดย...เพียงออ วิไลย
มีคำคำหนึ่งที่ผู้บริหารเกาหลีมักชอบพูดติดปากเวลาจะโน้มน้าวให้คนทำงานหนักขึ้นว่า ถ้า “อยากเก่งอยากดี” กว่าคนอื่น ต้อง “นัมโพดา ถอ อัพซอ คารา ” แปลว่า “จงอยู่ข้างหน้าคนอื่นเขาเสมอ” นั่นคือ ทำอะไรต้องทำก่อนที่คนอื่นจะทำ คิดอะไรต้องคิดข้ามไปข้างหน้าจนคนอื่นคิดไม่ถึง... กระนั้นก็ตาม แม้เกาหลีจะเป็นชาติเอเชียชาติแรกที่ประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้าน แต่ก็ยังแพ้พี่ไทยอยู่ล่ะ ก็เกาหลีโคลนนิงได้แค่สัตว์ทดลอง (แม้จะใช้วิธีการที่ออกจะตุกติกอยู่สักนิด) แต่ยังไม่สามารถโคลนนิงสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดอย่างนักการเมืองได้ นับว่าความสามารถพี่เกายังห่างจากเราหลายขุม...
ความสำเร็จในการพัฒนาประเทศที่ชนชาติเกาหลีได้มาในปัจจุบันนี้ มิใช่เพราะว่าคนเกาหลีฉลาดกว่าใคร แต่เป็นเพราะทัศนคติต่อความรับผิดชอบในหน้าที่การงานที่ตรงไปตรงมา...ไม่ใช่เพราะว่าเขาโชคดีกว่าใคร แต่เป็นเพราะจิตใจที่ฮึกเหิมเข้มแข็งไม่ยอมแพ้ง่ายๆ .. ไม่ใช่เพราะว่าเขี้ยว (ลากดิน) มากกว่าใคร แต่เป็นเพราะความเชื่อในอนาคตที่ต้องส่งต่อทรัพย์สินและปัญญาให้คนรุ่นหลัง ในทุกวงการจึงมี ซอนแบ คือ รุ่นพี่หรือบรรพชน ที่ถูกสร้าง (ใจ) ขึ้นมาว่าจะต้องพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดี และส่งมอบสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ ฮูแบ คือ รุ่นน้อง หรือลูกหลานชนรุ่นหลัง ... สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่นำพาเกาหลีก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลกได้ในเกือบทุกด้าน
เรื่องเซอร์ไพรส์เกิดขึ้น เมื่อ “เชกา” ได้ยินเรื่องราวของเกาหลีคนหนึ่ง ที่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ชนรุ่นหลังจำนวนมาก... เรื่องนี้จะไม่น่าประหลาดใจเลยถ้าถูกถ่ายทอดให้ฟังโดยคนเกาหลีเอง แต่คราวนี้กลับเป็นคนไทยใจรักเกาหลีวัยใกล้เกษียณอายุ “ท่านผู้อำนวยการหน่วยงานราชการใหญ่ระดับภูมิภาค” ท่านหลงใหลในกำปั้นอันแม่นยำและรุนแรงของนักมวยอาชีพใจเกินร้อยพันธุ์อึด ที่ชื่อว่า “ฮงซูฮวาน”
หลายคนที่รู้เรื่องราวเกาหลีขั้นเทพ อาจจะสงสัยว่าทำไมไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลยแฮะ (อย่าลืมว่าคำใบ้วันนี้ คือวัยเกษียณอายุ) ปัจจุบันนี้คุณลุงฮง อดีตแชมป์โลกดับเบิลยูบีเอ รุ่นแบนตัมเวต อายุ 61 ปีแล้วค่ะ ...ย้อนกลับไป 37 ปีก่อน วันที่ 3 ก.ค. 2517 ในการชกชิงแชมป์โลกวันนั้นผู้ชมต่างลุ้นระทึกว่า หน้าเหลืองตาตี่ๆ ไอ้หนุ่มกระดูกอ่อนชาวเอเชีย จะชนะแชมป์ อาร์โนลด์ ไทเลอร์ นักมวยผิวขาวชาวแอฟริกาใต้ได้หรือไม่ ทั้งสองต่างสู้สุดฤทธิ์ ไทเลอร์ถูกหมัดหนุ่มฮงร่วงลงไป 4 หน ชัยชนะจึงเป็นของหนุ่มน้อยแซ่ฮง...ลองหายูทูบดูก็ได้ค่ะ หนุ่มฮงมีความสามารถในการระรัวหมัดแทบมองไม่ทัน...หลังจากได้แชมป์แล้ว หนุ่มฮงได้โทรศัพท์กลับเกาหลีเพื่อบอกคุณแม่ วันนั้นเองประโยคที่เจ้าลูกชายบอกคุณแม่ไปนั้นกลายเป็นประโยคยอดฮิตติดชาร์ตของสังคมในเกาหลีไปในพริบตา ..เจ้าฮงพูดว่า “แม่จ๋า...ผมเป็นแชมป์แล้ว”
เส้นทางชีวิตบนผืนผ้าใบของนายฮงดำเนินไปอย่างน่าตื่นเต้น ในการป้องกันแชมป์ครั้งหนึ่ง เขาเคยถูกหมัดคู่ท้าชิงสอยร่วงถึง 4 ครั้งในยกเดียว แต่ก็พยายามอดทนอึดยืนขึ้นได้ ระฆังพักเข้ามาช่วย ยกนี้ดูเสียฟอร์มไปมาก แต่ขอโอกาสให้ลุยได้ในยกต่อไปเถอะ ดังนั้น ยกถัดมาเจ้าหนุ่มฮงจึงรัวหมัดด้วยความไวระดับซูเปอร์เทอร์โบ (จริงๆ ค่ะ เร็วมากจนทำให้ผู้ท้าชิงชาวปานามาน็อกเอาต์ไปโดยพริบตา...อีกแล้ว) ภาพการล้มแล้วโซเซลุกถึง 4 ครั้งของคุณลุงได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่มีพลัง และเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนหนุ่มสาว โบสถ์คริสต์นำมาเป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนไปโบสถ์...หลังจากไปค้นคว้าหาข้อมูลแล้ว “เชกา” จึงได้เข้าใจว่าทำไม “ท่านผู้อำนวยการคนไทยหัวใจรักชาติ” ของเราจึงเกิดความชอบและเลื่อมใสคนเกาหลีอย่างคุณลุงฮงเป็นที่สุด ขนาดอยากจะเขียนจดหมายไปถึงคุณลุงเลยทีเดียว เพราะคุณลุงฮงเป็นเหมือนตัวแทนชาวเอเชียที่พิสูจน์ให้ฝรั่งมังค่ารู้ว่าเราก็มีความสามารถและศักยภาพเหมือนกัน คุณลุงฮงไม่เพียงแต่เคยเป็นแชมป์โลกรุ่นแบนตัมเวตเท่านั้น แต่ยังเคยได้แชมป์โลกรุ่นซูเปอร์แบนตัมเวตด้วยค่ะ...
จนบัดนี้สื่อต่างๆ ก็ยังไม่ลืมความดังของคุณลุงฮง จึงได้เห็นคุณลุงมาออกรายการบ้าง จัดรายการวิทยุเพื่อพัฒนาจิตใจบ้าง และยังมีค่ายซ้อมมวยของตนเองอีก คุณลุงดูปกติมากไม่เหมือนนักมวยที่ใครๆ บอกว่าจะต้องมีปัญหาทางสมองหลังจากถูกกระทบกระเทือนมานาน พูดจาก็ดูมีหลักการและชัดเจนมาก...จากเด็กกำพร้าพ่อซึ่งมีความเป็นอยู่อย่างอัตคัดในกรุงโซล ณ วันนี้ คุณลุงทุ่มเวลาให้กับความฝันของตัวเองที่จะช่วยเหลือเด็กที่กำพร้าให้ได้มีโอกาสเหมือนคุณลุง กะว่าจะเอามาฝึกหมัดมวยซะให้หมด เป็นโอกาสและจะได้ไม่มีเวลาไปทำเรื่องไม่ดีให้เป็นภาระสังคม นี่คือความเป็นเกาหลีที่อยู่ข้างในใจค่ะ ...
...แต่ละชิ้นแต่ละตอนของสังคม มันต้องหล่อหลอมมาด้วยกันจึงจะเข้ากันได้ ...แต่ละคนทำบทบาทของตนให้ดี สังคมส่วนรวมก็จะก้าวหน้าเดินกันต่อไปได้ ...แต่ละกลุ่มแต่ละพวกยึดถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ความสงบสุขก็จะเกิดขึ้นได้...







