
'เนื้อหมู'ดัชนีบ่งชี้สถานะเศรษฐกิจมังกร
ภายในสิ่งปลูกสร้างด้วยอิฐสีแดงทอดยาวกินพื้นที่บริเวณชานเมืองกรุงปักกิ่งแห่งนี้
ภายในสิ่งปลูกสร้างด้วยอิฐสีแดงทอดยาวกินพื้นที่บริเวณชานเมืองกรุงปักกิ่งแห่งนี้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เต็มไปด้วยสินทรัพย์ที่มีราคามากที่สุดประเภทหนึ่งของจีนในขณะนี้ สินค้าที่ว่าคือ หมู สิ่งมีชีวิต 4 ขา ลำตัวอ้วนตันกลม ผิวขาวซีดอมชมพู และส่งเสียงฟืดฟาดตลอดเวลานั่นเอง
ขณะที่ในเมืองไทยนั้น ราคาของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่าง “มาม่า” ถูกมองว่าเป็นดัชนีที่บ่งบอกสภาพเศรษฐกิจในประเทศ ส่วนในโลกตะวันตก ราคาของแมคโดนัลด์ ก็คือดัชนีบ่งบอกสภาพเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีนแล้ว เนื้อหมูคือตัวแทนของดัชนีเศรษฐกิจที่ไม่อาจจะมองข้ามได้
หม่าชือหง เจ้าของฟาร์มหมูรับว่า ตั้งแต่ที่เริ่มทำอาชีพเป็นผู้เลี้ยงหมูมา ปีนี้นับเป็นปีแรกและครั้งแรกที่ทำกำไรเป็นกอบเป็นกำได้มากกว่า 70% ของต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ได้ลงทุนลงไป แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้หม่ากระหยิ่มยิ้มย่องใจได้มากนัก
ตรงกันข้าม หม่าออกจะวิตกกังวลไม่น้อย เพราะเนื้อหมูที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากต้นทุนอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น และปริมาณหมูที่ขาดตลาด ไม่ใช่ผลจากความแข็งแกร่งของตลาดหรือเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตขึ้นแต่อย่างใด
แม้ว่าเศรษฐกิจของจีนจะเติบโตแซงหน้าหลายๆ ประเทศ แต่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ทางการของจีนในขณะนี้ก็กำลังปวดเศียรเวียนเกล้ากับปัญหาเงินเฟ้อที่โตขึ้นตามมาเช่นกัน โดยตัวเลขเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เงินเฟ้อของจีนพุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 6.4% มากกว่าเดือนเดียวกันในปีก่อนหน้า และมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อีกทั้งยังถือเป็นตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปี
ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นตัวชี้วัดเงินเฟ้อในประเทศได้อย่างชัดเจนที่สุด และโดดเด่นที่สุดก็คือราคาอาหาร ซึ่งหากจะให้ชี้ชัดลงไปว่าเป็นอาหารประเภทไหน สำหรับชาวจีนทั่วประเทศในช่วงเวลานี้ คำตอบที่ได้ก็คือ เนื้อหมู นั่นเอง โดยราคาเนื้อหมูโดยเฉลี่ยของจีนในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง 57% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง ราคาเนื้อหมูในตลาดถือเป็นอัตราส่วนเพียง 3% ของดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) เท่านั้น ซึ่งหากยึดตามหลักการดังกล่าว ราคาเนื้อหมูที่แพงขึ้นจึงไม่น่าส่งผลต่ออัตราเงินเฟ้อของประเทศโดยรวม ทว่าราคาที่พุ่งแบบสุดกู่มากกว่า 40-50% นี้ ส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลายมองว่าเนื้อหมูที่แพงนี้มีสิทธิกระชากอัตราเงินเฟ้อของจีนให้เพิ่มขึ้น 1.2-1.5% เลยทีเดียว
“แม้ว่าราคาเนื้อหมูจะเป็นอัตราส่วนที่น้อยนิดในดัชนีของซีพีไอ แต่มันก็เป็นส่วนประกอบที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุด และกระทบกับเงินเฟ้อของผู้บริโภคมากที่สุด” หม่าตงฟัน นักวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ภาคการเกษตรจากซีอีบีเอ็ม สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในเมืองเซี่ยงไฮ้ กล่าว
สำหรับประเทศจีนนั้น เนื้อหมูถือเป็นสุดยอดอาหารพื้นบ้านราคาประหยัดที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอด ทำให้ราคาที่เปลี่ยนแปลงมีผลกระทบต่อการรับรู้อัตราเงินเฟ้อของสาธารณชน
ทั้งนี้ ในทัศนะของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปเชื่อว่านโยบายทางการเงินของรัฐบาลจีนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับราคาเนื้อหมูที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจีนจะสามารถเพิกเฉยละเลยต่อราคาเนื้อหมูที่แพงขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากราคาดังกล่าวกำลังเป็นสัญญาณล่าสุดที่ชี้ให้เห็นว่า ราคาข้าวของที่แพงขึ้นเริ่มมีการขยายตัวจากสินค้าสู่ภาคบริการ
สัญญาณที่ว่านี้เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายเตือนให้รัฐบาลจีนจำต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหาทางแก้ไขด้วยความระมัดระวัง เพราะไม่เช่นนั้น ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจทำให้ประชาชนไม่พอใจ จนนำไปสู่เหตุการณ์ความวุ่นวายไม่สงบเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต
และเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอย รัฐบาลจีนจึงตัดสินใจแบบไม่มีลังเลที่จะเข้าแทรกแซงและควบคุมราคาเนื้อหมูไว้ เห็นได้จากการที่นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ของจีนที่ออกมาย้ำอย่างหนักแน่นเมื่อช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาว่า ราคาเนื้อหมูจะลดลงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้
นอกจากนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค รัฐบาลจีนยังได้อนุมัติเพิ่มเงินช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรเหล่านั้นหันมาเลี้ยงหมูป้อนเข้าสู่ตลาดมากขึ้น หลังจากที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูส่วนใหญ่เลิกล้มกิจการของตนเองเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา
เหตุผลที่เหล่าเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูต่างพากันถอดใจก็เนื่องมาจากการเกิดขึ้นของโรคระบาดที่แพร่กระจายในหมูอย่างรวดเร็วเมื่อต้นปี ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกซ้ำเติมด้วยข่าวอื้อฉาวกรณีผู้เลี้ยงหมูบางรายใช้สารเร่งผสมปนลงไปในอาหารหมู
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้เกษตรกรหลายรายจำต้องสังหารหมูที่ตนเองเลี้ยงไว้เกือบยกคอก ยิ่งเมื่อบวกกับราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าวโพด และค่าใช้จ่ายของแรงงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นแรงบีบให้ผู้เลี้ยงหมูจำต้องขึ้นราคาหมู
และสำหรับบางราย แรงบีบคั้นดังกล่าวกดดันให้เกษตรกรเหล่านั้นถอดใจ และตัดสินใจเลิกล้ม จนส่งผลให้ปริมาณเนื้อหมูที่ป้อนเข้าสู่ตลาดลดลง และเป็นปัจจัยเบื้องหลังที่ผลักดันให้ราคาเนื้อหมูในตลาดจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
ปัจจัยที่เกิดขึ้นต่อเนื่องสอดคล้องเหล่านี้ ส่งผลให้บรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่าราคาเนื้อหมูจะเพิ่มขึ้นต่อไปจนถึงช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี และมีแนวโน้มว่าจะเลยเถิดจนถึงปีหน้า
ทั้งนี้ ในทัศนะของหม่า นักวิเคราะห์จากซีอีบีเอ็มมองว่า แม้รัฐบาลจะเร่งให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู แต่การเลี้ยงหมูเพื่อเพิ่มปริมาณในตลาดเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควร ดังนั้นราคาเนื้อหมูในตลาดขณะนี้จึงไม่น่าจะลดลงภายในช่วงเวลาอันสั้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางรายก็มองในแง่ดีว่า ราคาเนื้อหมูน่าจะลดลงได้ภายในสิ้นปี เนื่องจากหมดปัญหาเรื่องโรคระบาด และราคาอาหารหมูเองก็เริ่มลดลงแล้วเช่นกัน
“ราคาเนื้อหมูยังคงอยู่ในช่วงที่ปรับเพิ่มขึ้นได้อีก แต่เราคิดว่าราคาที่เพิ่มขึ้นจะสั้นกว่าช่วงก่อนหน้าที่เนื้อหมูเคยปรับตัวสูงขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2550-2551 ที่ผ่านมา ราคาเนื้อหมูน่าจะปรับตัวขึ้นสูงสุดเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์กันไว้” ติงลู นักวิเคราะห์จากเมอร์ริล ลินช์ ธนาคารอเมริกา สาขาฮ่องกงระบุไว้ในรายงานฉบับล่าสุด
การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อาจเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค แต่สำหรับ หม่าชือหง เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู การคาดการณ์ที่ว่าอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
กระนั้น จากบทเรียนที่ผ่านมาทำให้ผู้ผลิตอย่างหม่าชือหง จำต้องเก็บเกี่ยวผลกำไรให้มากที่สุดในช่วงที่ราคาเนื้อหมูยังรุ่งเรืองอยู่เช่นนี้
ทั้งนี้ ในขณะที่เพื่อนร่วมอาชีพพากันถอดใจจากวิกฤตที่ประดังเข้ามาเมื่อช่วงต้นปี หม่าชือหงเลือกที่จะสู้ต่อโดยเลือกประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วยการดูแลเพาะพันธุ์หมูที่เลี้ยงไว้ด้วยตนเอง ทั้งการให้อาหารและการฉีดวัคซีน และลดต้นทุนลงอีกด้วยการเน้นการผลิตในปริมาณมหาศาล
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า การสู้ของหม่าชือหงประสบความสำเร็จงดงามเพียงใด หม่าสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรในช่วงที่ราคาเนื้อหมูในตลาดพุ่งขึ้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยสามารถขายหมูหนึ่งตัวในราคาที่ 2,300 หยวน หรือมากกว่านั้น ขณะที่ราคาต้นทุนทั้งหมดในการเลี้ยงหมูตัวนั้นอยู่ที่ 1,000 หยวน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าที่เกิดโรคระบาดและเหตุอื้อฉาว ราคาเนื้อหมูในช่วงปีที่ผ่านมาของประเทศจีนต่ำที่สุดเป็นรอบประวัติการณ์ เรียกได้ว่าต่ำสุดในรอบ 34 เดือน ขณะที่ราคาอาหารหมูเพิ่มขึ้น ส่งผลให้บรรดาเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ซึ่งไม่ได้เลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมูไว้ แต่อาศัยซื้อลูกหมูมาเลี้ยงดูอีกทอดหนึ่ง ต้องเผชิญหน้ากับผลกำไรหลังหักค่าใช้จ่ายลดลง จนหลายรายต้องตัดสินใจยุติกิจการของตนเองอย่างเด็ดขาดเมื่อปีที่ผ่านมา และกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาเนื้อหมูในปัจจุบันเลวร้าย เพราะปัญหาเนื้อหมูขาดตลาด
“เมื่อหลายรายสูญเงินมหาศาล เลยเลิกเลี้ยงหมู เพราะไม่สามารถทนได้อีกต่อไป” เฟิงหย่งฮุย หัวหน้านักวิเคราะห์จากขูจูดอตคอม เว็บไซต์ตลาดค้าหมูในจีน
ทั้งนี้ คำกล่าวของเฟิงหย่งฮุยไม่ได้เกินจริงเลยแม้แต่น้อย เพราะจากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าวรอยเตอร์สที่ไล่โทรศัพท์สอบถามเกษตรกรผู้จดทะเบียนเป็นผู้เลี้ยงหมูกับเจ้าหน้าที่ทางการในปักกิ่งพบว่า หลายหมายเลขไม่สามารถติดต่อได้ ขณะที่อีกหลายหมายเลขเกษตรกรผู้รับสายยอมรับว่าได้เลิกกิจการเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกำลังเก็บเกี่ยวโอกาสที่เวียนมาให้ตักตวงไม่บ่อยนัก พ่อค้าเนื้อหมูแผงลอยในตลาดกรุงปักกิ่งอย่าง หวังเฉียง ต้องนั่งกลุ้มใจกับราคาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากบรรดาลูกค้าทั้งขาประจำและขาจรลดปริมาณการซื้อลง หรือแทบจะไม่เดินผ่านร้านขายหมูเลย
แผงค้าเนื้อของหวังเฉียงในวันนี้จึงเงียบเหงา ยอดขายตกลงตั้งแต่ราคาเนื้อหมูปรับตัวขึ้นในเดือน พ.ค. ขณะที่แผงของคู่แข่ง 2-3 รายในตลาดได้ตัดสินใจปิดแผงเลิกขายไปแล้วเมื่อเดือน มิ.ย. เนื่องจากยอดขายซบเซาจนน่าใจหาย
“ผมขาดทุนทุกวันเลย เพราะเมื่อคนคิดว่าราคาแพง เขาก็จะซื้อน้อยลงมาก” หวังเฉียง พ่อค้าเนื้อหมูในวัย 28 ปี ทอดถอนใจขณะลงมือจัดเนื้อหมูในตู้แช่เย็นของตนเองเพื่อให้สะดุดตาลูกค้า
ความคิดของหวังเฉียงถูกต้องสอดคล้องตรงใจกับความเห็นของบรรดาลูกค้ารายย่อยและรายใหญ่อย่างผู้ประกอบการร้านอาหาร ซึ่งต่างพูดพึมพำเป็นเสียงเดียวกันขณะเดินผ่านแผงค้าเนื้อหมูว่า แพงจริง แพงเกิน
ซูอิง หนึ่งในบรรดาผู้ที่มาจับจ่ายสินค้าในตลาดถึงกับอุทานออกมาว่า เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนเนื้อหมูครึ่งกิโลมีราคาตั้ง 11 หยวน แต่แล้วก็ยังขึ้นไปอีก 2 หยวน เป็น 13 หยวน ตอนนี้ก็ขึ้นอีกเป็น 15 หยวน แล้วแบบนี้จะให้ทนซื้อได้อย่างไร
แน่นอนว่า เนื้อหมูเป็นอาหารที่คนต้องกินต้องใช้ แต่ตราบใดที่ราคายังแพงอยู่ภายใต้สังคมเงินเฟ้อเช่นนี้ ผู้บริโภคจีนเช่น ซูอิง ก็ยอมเลือกที่กลับบ้านมือเปล่าต่อไป







