
ฝ่ายค้านอังกฤษได้ทีจี้จำกัดอำนาจสื่อล้นฟ้า
หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอังกฤษเรียกร้องยกเครื่องกฎหมายความเป็นเจ้าของสื่อ
หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอังกฤษเรียกร้องยกเครื่องกฎหมายความเป็นเจ้าของสื่อ
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอังกฤษเรียกร้องยกเครื่องกฎหมายความเป็นเจ้าของสื่อ ชี้การผูกขาดนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ
เอ็ด มิลลิแบนด์ หัวหน้าพรรคแรงงานในอังกฤษ ได้เรียกร้องให้มีการออกกฎหมายความเป็นเจ้าของสื่อฉบับใหม่ เพื่อจำกัดอำนาจรวมศูนย์มหาศาลในมือของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาณาจักรนิวส์คอร์ป ที่บริหารสื่อทั่วโลก โดยการที่เมอร์ด็อกมีอิทธิพลในแวดวงสื่อมากเกินไป ทำให้นำไปสู่การใช้อำนาจในทางมิชอบ
“ผมคิดว่าแวดวงสื่อในขณะนี้อยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก เพราะการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีอำนาจในมือมากเกินไป จะนำไปสู่การใช้อำนาจในทางมิชอบภายในองค์กรของบุคคลผู้มีอำนาจนั้น และหากคุณต้องการจำกัดการใช้อำนาจโดยไม่ถูกต้อง คุณก็ต้องตระหนักว่าการรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง” บีบีซีรายงานอ้างคำกล่าวของมิลลิแบนด์ ต่อหนังสือพิมพ์ดิออบเซิร์ฟเวอร์
หัวหน้าพรรคแรงงานอังกฤษ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เมอร์ด็อกให้การสนับสนุนมาตลอด ก่อนที่จะเปลี่ยนไปให้การสนับสนุนพรรคอนุรักษนิยมแทน ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา กล่าวว่า จำเป็นต้องหันกลับไปทบทวนกฎหมายความเป็นเจ้าของสื่อของอังกฤษ ที่เปิดทางให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งสามารถเป็นเจ้าของสื่อได้มากกว่า 20% ทั้งในตลาดหนังสือพิมพ์และสกายทีวี
มิลลิแบนด์ กล่าวด้วยว่า กฎหมายความเป็นเจ้าของสื่อในปัจจุบันได้ล้าหลังไปแล้ว โดยเป็นเหมือนกฎที่เขียนขึ้นในยุคอะนาล็อก แต่นำมาใช้ในยุคดิจิตอล ซึ่งไม่สามารถใช้ได้จริงกับสื่อต่างๆ ที่เป็นแบบดิจิตอลและทีวีดาวเทียม
แรงกดดันจากหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านอังกฤษครั้งนี้ มีขึ้นในขณะที่การสอบสวนกรณีหนังสือพิมพ์ นิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ ของเมอร์ด็อก ดักฟังวอยซ์เมลในโทรศัพท์มือถือคนดังราว 4,000 คน เพื่อให้ได้ข่าว กำลังเป็นกระแสร้อนแรงไปทั่วประเทศ และกำลังถูกรัฐสภาอังกฤษตั้งคณะกรรมการสอบ
ด้านหนังสือพิมพ์หลายฉบับในเครือของนิวส์ อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือนิวส์ คอร์ป ก็ได้ลงคำกล่าวขอโทษจากประธานบริษัทย้ำอีกครั้ง หลังจากที่เมอร์ด็อกได้กล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ในกรณีการดักฟังโทรศัพท์ และได้ย้ำว่าบริษัทกำลังแก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง
ทางด้านเอพีรายงานว่า ความพยายามที่จะปฏิรูปสื่ออังกฤษในภาพรวม รวมถึงวัฒนธรรมความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างสื่อและนักการเมือง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากกรณีของนิวส์ ออฟ เดอะ เวิลด์ นั้น อาจไม่สำเร็จโดยง่าย หากปราศจากความสนใจและแรงกดดันจากสาธารณชนในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ประเด็นนี้ยังอาจกลายเป็นดาบสองคมได้ เพราะหากประชาชนยังคงซื้อหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ที่เต็มไปด้วยข่าวกอสซิปหรือข่าวใหญ่ที่ได้มาโดยไม่เลือกวิธีการ ก็อาจเป็นการสะท้อนกลับไปได้เช่นกันว่า ประชาชนเลือกที่จะเสพข่าวโดยไม่สนใจวิธีการที่สื่อนั้นๆ ได้ข่าวมา
“ความสนใจของสาธารณชนต่อเรื่องนี้ ยังเอาแน่เอานอนพอที่จะพูดไม่ได้ บางที เมอร์ด็อกอาจจะคิดว่า หากยื้อเรื่องไปได้นานสัก 6 เดือน สถานการณ์ในตอนนั้นก็อาจกลับสู่ภาวะปกติ และคนคงจะไม่ได้สนใจกันเท่าไรแล้ว” สตีเฟน ฟิลดิง ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยนอตติงแฮม กล่าวกับเอพี
ด้าน มาร์ติน มัวร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มแฮก ออฟ ซึ่งเป็นกลุ่มสืบหาความจริงกรณีสื่อดักฟังโทรศัพท์ กล่าวว่า รู้สึกกังวลที่ประชาชนอาจลดความสนใจในประเด็นร้อนดังกล่าวลง และอาจส่งผลกระทบต่อความพยายามที่จะปฏิรูปสื่อ
“นี่เป็นจังหวะและโอกาสเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ได้” มัวร์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ นิก เคลกก์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า อังกฤษควรมองเหนือเรื่องการดักฟังโทรศัพท์ไปสู่การปรับปรุงแก้ไขเรื่องต่างๆ ที่จะรับประกันถึงเสรีภาพของสื่อ ซึ่งถือเป็นเลือดที่แท้จริงของประชาธิปไตย แต่ก็ต้องเป็นเสรีภาพที่มาพร้อมความรับผิดชอบผ่านหลักธรรมาภิบาลที่แข็งแกร่งและกรอบการทำงานที่เข้มแข็ง ซึ่งสนับสนุนความหลากหลายในความเป็นเจ้าของสื่อ
เจอเรอมี แบล็ก ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอ็กเซ็ทเทอร์ กล่าวว่า ในอีกด้านหนึ่ง ประเด็นฉาวของสื่อที่กำลังเกิดขึ้นอาจถือเป็นเรื่องดีของฝ่ายการเมือง ที่ต้องการบ่ายเบี่ยงความสนใจของประชาชนจากปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจทั้งในบ้านและทั่วยุโรป ขณะเดียวกันประเด็นดังกล่าวก็อาจกลบปัญหาที่หลายฝ่ายกังวลถึงพฤติกรรมสื่ออังกฤษที่มักเล่นข่าวเรื่องส่วนบุคคลอย่างไม่ระมัดระวัง หรือการชอบเล่นข่าวที่มีเนื้อหาเรื่องเพศ
แบล็กได้ยกตัวอย่างกรณีข่าว เมดเดอลีน แม็คเคน เด็กสาวชาวอังกฤษที่หายตัวไปในโปรตุเกสเมื่อปี 2550 และเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก ซึ่งพ่อของเด็กสาวรายนี้เคยแสดงความไม่สบายใจที่สื่อรายงานข่าวแบบใส่อารมณ์หรือชี้นำมากเกินไป และในที่สุดก็ชนะในคดีฟ้องร้องหนังสือพิมพ์บางฉบับที่กล่าวหาว่าพ่อแม่ของเด็กเป็นต้นเหตุที่ทำให้ลูกสาวเสียชีวิต







