
จัดการน้ำติดเขตจังหวัด สั่งการสะดุด เสนอรวมกลุ่มเมืองรับมือน้ำท่วมข้ามพื้นที่
เจาะจุดอ่อนจัดการน้ำไทย เมื่อเขตปกครองขวางการแก้ปัญหา เตือนภัยล่าช้า สั่งการสะดุด เปิดข้อเสนอรวมกลุ่มจังหวัด เชื่อมงบและอำนาจรับมือน้ำท่วม
KEY
POINTS
- ปัญหาหลักคือการจัดการน้ำที่แยกตามเขตจังหวัด ทำให้การสั่งการและรับมือปัญหาน้ำท่วมข้ามพื้นที่ขาดเอกภาพและล่าช้า
- มีข้อเสนอให้จัดตั้ง "กลุ่มเมือง" (Urban Cluster) เพื่อให้พื้นที่ที่มีปัญหาน้ำเชื่อมโยงกันสามารถวางแผนและบริหารจัดการสถานการณ์ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- แนวทางแก้ไขต้องควบคู่ไปกับการกำหนดอำนาจสั่งการข้ามหน่วยงานที่ชัดเจน และพัฒนาระบบเตือนภัยที่สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่ายและปฏิบัติตามได้ทันที
น้ำท่วมข้ามเขต แต่การจัดการยังแยกจังหวัด
ข้อวิจารณ์ต่อการบริหารจัดการน้ำของไทยสะท้อนปัญหาสำคัญ ตั้งแต่การทำงานแยกตามเขตจังหวัด ระบบเตือนภัยที่สื่อสารไม่ชัดเจน ไปจนถึงความล่าช้าในการสั่งการ แม้มีแผนรับมือระดับชาติ แต่การนำแผนไปใช้ยังติดขัด จึงมีข้อเสนอให้เชื่อมการบริหารระหว่างจังหวัด พร้อมกำหนดอำนาจตัดสินใจและช่องทางช่วยเหลือให้ชัดเจน
5 จุดอ่อนที่ต้องแก้ไข
1. น้ำเชื่อมถึงกัน แต่การบริหารแยกตามเขต
พื้นที่อย่างกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการมีปัญหาน้ำเชื่อมโยงกัน แต่การบริหารยังยึดเขตปกครองเป็นหลัก ทำให้การประสานแผนระบายน้ำ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน และการขอความช่วยเหลือข้ามพื้นที่ติดข้อจำกัด ปัญหาจึงอยู่ที่ความสามารถในการตัดสินใจร่วมกันของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย
2. การแจ้งเตือนยังไม่ช่วยให้ประชาชนตัดสินใจได้ทัน
ระบบแจ้งเตือนภัยถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องความรวดเร็ว ความแม่นยำ และภาษาที่เข้าใจยาก ขณะที่รอยต่อการสื่อสารระหว่างกรมอุตุนิยมวิทยากับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อาจทำให้ประชาชนไม่ชัดเจนว่าพื้นที่ของตนเสี่ยงเพียงใด ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และควรขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด
3. อำนาจสั่งการช่วงวิกฤตยังมีช่องว่าง
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือ เมื่อผู้นำสูงสุด นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ติดภารกิจต่างประเทศ ผู้รับผิดชอบระดับรองสามารถตัดสินใจและสั่งการข้ามหน่วยงานได้รวดเร็วเพียงใด หากอำนาจและหน้าที่ไม่ชัดเจน การแก้ปัญหาหน้างานอาจต้องรอการประสานหลายขั้นตอน จนไม่ทันต่อสถานการณ์
4. แผนระดับชาติยังติดขัดเมื่อนำไปใช้
แม้มีแผนรับมือภัยพิบัติและแผนแม่บทบริหารจัดการน้ำระยะยาว แต่โจทย์สำคัญคือการเปลี่ยนแผนให้เป็นคำสั่งและการปฏิบัติที่ทันเวลา โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีแผนจึงต้องมาพร้อมผู้รับผิดชอบ ขั้นตอนตัดสินใจ และทรัพยากรที่พร้อมใช้งาน
5. งบประมาณต้องสะท้อนผลในการลดความสูญเสีย
การจัดสรรงบประมาณด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยังเกิดความเสียหายและต้องจ่ายเงินเยียวยาซ้ำ เป็นเหตุให้ต้องประเมินว่าแต่ละโครงการลดความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงงบป้องกันภัยและงบฟื้นฟูตอบโจทย์พื้นที่จริงหรือไม่
ข้อเสนอ: เชื่อมพื้นที่ เชื่อมอำนาจ และเร่งการช่วยเหลือ
แนวทางแรกคือ จัดการร่วมกันในระดับกลุ่มจังหวัดหรือคลัสเตอร์เมือง (Urban Cluster) ให้พื้นที่ที่มีปัญหาน้ำเชื่อมโยงกันสามารถวางแผน ใช้งบประมาณและทรัพยากรร่วมกัน พร้อมมีกลไกสั่งการข้ามเขตที่ชัดเจน
ควบคู่กับ ปรับข้อความเตือนภัยให้กระชับและนำไปปฏิบัติได้ทันที ระบุพื้นที่เสี่ยง ช่วงเวลา และสิ่งที่ประชาชนต้องทำ พร้อมมีช่องทางกลางรับแจ้งเหตุตลอด 24 ชั่วโมง และพิจารณาขยายแพลตฟอร์มอย่าง Traffy Fondue ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยเชื่อมเรื่องร้องขอไปยังหน่วยงานที่ช่วยเหลือได้จริง
ด้านการบัญชาการ ต้อง กำหนดผู้รับผิดชอบสำรองและขอบเขตอำนาจไว้ล่วงหน้าเพื่อให้ตัดสินใจข้ามหน่วยงานได้ทันทีเมื่อผู้บริหารสูงสุดติดภารกิจ พร้อมลดขั้นตอนการสั่งการหน้างานให้ตอบสนองได้ภายในเวลาที่เหมาะกับความเร่งด่วนของแต่ละเหตุการณ์
เป้าหมายของการปรับโครงสร้างจึงต้องวัดจากผลที่ประชาชนได้รับ ทั้งการเตือนภัยที่ทันเวลา การเข้าถึงความช่วยเหลือ และความเสียหายที่ลดลง







