
'น้ำท่วม69' กระทบสถานพยาบาลใน 13 จังหวัด ปิดบริการแล้ว 31 แห่ง! สธ.ยกระดับ 7 มาตรการรับมือ
สถานการณ์น้ำท่วมกระทบสถานพยาบาลเพิ่มเป็น 67 แห่งใน 13 จังหวัด ในจำนวนนี้ต้องปิดบริการ 31 แห่ง และปิดบริการบางส่วน 5 แห่ง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขยกระดับรับมือผ่าน 7 มาตรการสำคัญ
วันที่ 29 กันยายน 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยว่า ปัจจุบันมีสถานพยาบาลได้รับผลกระทบเพิ่มขึ้นเป็น 67 แห่งใน 13 จังหวัด แบ่งเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 53 แห่ง สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ 4 แห่ง โรงพยาบาล 8 แห่ง และหน่วยบริการปฐมภูมิ 2 แห่ง ในจำนวนนี้ยังสามารถเปิดให้บริการตามปกติ 31 แห่ง ปิดบริการบางส่วน 5 แห่ง และ ปิดบริการ 31 แห่ง
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง และกำชับให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยกระทรวงสาธารณสุขยกระดับการปฏิบัติงานผ่าน 7 มาตรการหลัก ได้แก่
- เตรียมความพร้อมสถานพยาบาล จัดทำแผนรองรับน้ำท่วม สำรองระบบไฟฟ้า น้ำประปา ออกซิเจน ระบบสื่อสาร ยา เวชภัณฑ์ และเชื้อเพลิง รวมถึงเตรียมความพร้อมห้องฉุกเฉิน (ER) ห้องไอซียู (ICU) ห้องผ่าตัด ห้องคลอด และบริการฟอกไต พร้อมกำหนดเส้นทางสำรองสำหรับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
- ดูแลกลุ่มเปราะบาง ทบทวนบัญชีผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก ผู้พิการ ผู้ป่วยฟอกไต ผู้ใช้ออกซิเจน และผู้ป่วยเรื้อรัง พร้อมสนับสนุนระบบสุขาภิบาลในศูนย์พักพิง และเตรียมเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางล่วงหน้าในพื้นที่เสี่ยงถูกตัดขาด
- เตรียมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน เตรียมทีม EMS, MERT และ Mini-MERT รวมถึงรถพยาบาลยกสูงและเรือ พร้อมประสานความร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม เหล่าทัพ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- สำรองทรัพยากร ยา และเวชภัณฑ์ ทั้งเลือด ออกซิเจน น้ำสะอาด เชื้อเพลิง และชุดเวชภัณฑ์ เพื่อสนับสนุนศูนย์พักพิงและประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
- เฝ้าระวังโรคและอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโรคทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง โรคฉี่หนู และโรคจากยุง พร้อมตรวจสอบคุณภาพน้ำ รวมถึงให้คำแนะนำเรื่องความปลอดภัยจากไฟฟ้าและการจมน้ำ
- เปิดศูนย์ PHEOC เพื่อติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และรายงานข้อมูลทันทีเมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต
- บริหารกำลังคนและ WFH โดยบุคลากรที่ไม่ได้ปฏิบัติงานบริการผู้ป่วยหรืองานฉุกเฉินสามารถทำงานจากบ้านตามความเหมาะสม ขณะที่ยังคงกำลังหลักด้านบริการไว้เต็มอัตรา
25 จังหวัดกระทบน้ำท่วม ดูแลกลุ่มเปราะบางแล้วกว่า 4.1 หมื่นราย
สำหรับภาพรวมพื้นที่ประสบอุทกภัย 25 จังหวัด กระทรวงสาธารณสุขให้การดูแลกลุ่มเปราะบางเชิงรุกแล้ว 41,793 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เด็ก ผู้พิการ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยฟอกไต และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ขณะที่มีการจัดบริการทางการแพทย์รวม 15,668 ครั้ง และสนับสนุนยาและเวชภัณฑ์แก่ประชาชนรวม 47,796 รายการ
ด้านสุขภาพจิต มีการคัดกรองประชาชนรวม 2,139 ราย พบผู้มีความเครียดสูง 161 ราย เสี่ยงภาวะซึมเศร้า 12 ราย และพบแพทย์ 2 ราย โดยผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตได้รับการดูแลตามระบบ
นอกจากนี้ ยังส่งทีมสนับสนุนการเปิดบริการ ศูนย์พักพิง 247 แห่งใน 11 จังหวัด ได้แก่ นครสวรรค์ อุทัยธานี ปทุมธานี ปราจีนบุรี จันทบุรี ชลบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ระยอง และนครราชสีมา สามารถรองรับประชาชนได้รวม 36,365 คน และมีผู้รับบริการสะสม 6,766 คน
เตือนอย่าซื้อ Doxycycline กินเอง ป้องกันโรคฉี่หนูไม่ได้ทั้งหมด
นพ.สมฤกษ์ ยังเน้นย้ำการป้องกันโรคฉี่หนูในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงควรสวมรองเท้าบูทและถุงมือ ปิดบาดแผลให้มิดชิด และล้างทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังสัมผัสน้ำ
สำหรับการใช้ยา Doxycycline เพื่อป้องกันและรักษาโรคฉี่หนู ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ โดยจะพิจารณาใช้เฉพาะผู้มีความเสี่ยงสูงตามข้อบ่งชี้ และยาดังกล่าวไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด ส่วนผู้ป่วยที่ติดเชื้อ การได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนได้
ผู้ที่ได้รับยา Doxycycline ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ดื่มน้ำตามอย่างน้อย 1 แก้วเต็ม และไม่นอนราบภายใน 30 นาทีหลังรับประทานยา เพื่อป้องกันการระคายเคืองหลอดอาหาร ส่วนหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี และผู้มีประวัติแพ้ยา ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนใช้ยา
ทั้งนี้ หากหลังสัมผัสน้ำท่วมมีอาการ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง หรือตาแดง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำ แม้จะได้รับยาป้องกันแล้ว เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที







