posttoday
น้ำเหนือชนทะเลหนุน! จับตา 6 วันเดือด 29 ก.ย.–4 ต.ค. เจ้าพระยาเสี่ยงระดับน้ำพุ่ง!

น้ำเหนือชนทะเลหนุน! จับตา 6 วันเดือด 29 ก.ย.–4 ต.ค. เจ้าพระยาเสี่ยงระดับน้ำพุ่ง!

29 กันยายน 2569

เตือนเฝ้าระวัง 29 ก.ย.–4 ต.ค. น้ำเหนือไหลสมทบเจอทะเลหนุน นักวิชาการเตือนเร่งระบายน้ำก่อน “เวลาทอง” หมด จับตาพื้นที่ลุ่มต่ำ–นอกคันกั้นน้ำ

KEY

POINTS

  • ช่วงวันที่ 29 ก.ย. – 4 ต.ค. เป็นช่วงเฝ้าระวังพิเศษ เนื่องจากมวลน้ำจากภาคเหนือจะไหลมาพร้อมกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูง
  • สถานการณ์นี้จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสายหลักเพิ่มสูงขึ้น และทำให้การระบายน้ำลงสู่ทะเลทำได้ช้าลง
  • พื้นที่เสี่ยงสูงคือชุมชนริมแม่น้ำนอกคันกั้นน้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำใน 8 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี
  • หน่วยงานด้านน้ำกำลังบริหารจัดการการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อควบคุมผลกระทบ แต่ปริมาณน้ำเหนือยังคงไหลลงมาต่อเนื่อง
  • ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศจากทางการอย่างใกล้ชิด และเตรียมยกของขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย

น้ำทะเลหนุนซ้ำมวลน้ำเหนือ 29 ก.ย.–4 ต.ค. จับตาเจ้าพระยาและชุมชนนอกคันกั้นน้ำ

 

สถานการณ์น้ำช่วงปลายเดือนกันยายนกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เมื่อ “น้ำทะเลหนุนสูง” ระหว่างวันที่ 29 กันยายน–4 ตุลาคม 2569 กำลังเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนที่ทยอยไหลลงสู่ลุ่มน้ำภาคกลาง ทำให้หน่วยงานด้านน้ำเตือนพื้นที่ริมแม่น้ำและชุมชนนอกแนวป้องกันน้ำให้ติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด

 

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย ประกอบกับมวลน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำที่ไหลลงมาสมทบ

 

ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น และอาจกระทบพื้นที่ริมแม่น้ำบางปะกง เจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง รวมถึงชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ พื้นที่ที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร และพื้นที่ลุ่มต่ำ

 

พื้นที่ที่ถูกจับตาครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม

 

โดยเฉพาะพื้นที่ริมแม่น้ำและบริเวณที่มี “แนวฟันหลอ” ซึ่งระดับน้ำสามารถเข้าถึงพื้นที่ชุมชนได้เร็วกว่าพื้นที่ที่มีระบบป้องกันถาวร

 

น้ำเหนือชนทะเลหนุน! จับตา 6 วันเดือด 29 ก.ย.–4 ต.ค. เจ้าพระยาเสี่ยงระดับน้ำพุ่ง!

 

น้ำทะเลหนุนเจอกับน้ำเหนือ ปัญหาอยู่ที่ “จังหวะระบาย”

ความน่ากังวลของสถานการณ์รอบนี้จึงไม่ได้อยู่ที่น้ำทะเลหนุนเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่น้ำจากตอนบนกำลังเดินทางลงมาในระบบเดียวกัน

 

ข้อมูลกรมชลประทาน ณ วันที่ 28 กันยายน ระบุว่า สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,904 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

 

ขณะที่น้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และที่สถานีบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ที่ 1,736 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สะท้อนว่ามวลน้ำจากตอนบนยังคงเดินทางเข้าสู่พื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง

 

ก่อนหน้านี้กรมชลประทานได้เพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 1,750 เป็น 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบุว่าจะพยายามควบคุมการระบายไม่ให้เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่หากสถานการณ์จำเป็นอาจต้องบริหารเพิ่มขึ้นตามลำดับ

 

นี่ทำให้ “เวลา” กลายเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะเมื่อระดับน้ำทะเลด้านปลายน้ำสูงขึ้น การระบายน้ำจากแม่น้ำลงสู่อ่าวไทยจะทำได้ช้าลง ขณะที่น้ำจากด้านบนยังคงไหลลงมา

 

หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับคำอธิบายของผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำที่เคยประเมินสถานการณ์ลุ่มเจ้าพระยาว่า น้ำทะเลหนุนมีผลต่อการระบายน้ำจากพื้นที่ตอนบน โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับมวลน้ำเหนือ ขณะที่พื้นที่นอกคันกั้นน้ำจะเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบก่อนพื้นที่ที่มีแนวป้องกัน

 

ภาพจากเพจ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์

 

นักวิชาการชี้ ต้องอ่าน “น้ำทั้งระบบ” ไม่ใช่ดูเฉพาะระดับทะเล

 

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติแถวหน้าของประเทศไทย เปิดเผยผ่านเพจส่วนตัวว่า

 

"การถกเถียงกันเรื่อง “มหาอุทกภัย” สามารถอธิบายด้วยปริมาณน้ำหลากสะสมผ่าน จ.นครสวรรค์ ณ. เวลาเดียวกัน ปริมาณน้ำหลากผ่าน จ. นครสวรรค์ในปี 2569 มีประมาณ 4,300 ล้าน ลบ. เมตร ในขณะที่ในปี 2554 มีปริมาณน้ำหลาก 15,000 ล้าน ลบ. เมตร เรียกได้ว่าคนละขนาดกัน (ประมาณ 3 เท่า)

 

อย่างไรก็ตามการเกิดอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง กทม.ครั้งนี้ เกือบทุกพื้นที่ทำให้มีการประกาศขยายพื้นที่ประสบภัยสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต การขาดแคลนสินค้าในห้างสะดวกซื้อ

 

ความกังวลจนถึงขั้นตระหนก และโกลาหลของประชาชน จึงเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดา หรือเราอาจจะเรียกว่า “มหาอุทกภัย” ก็ได้ แล้วแต่บางคนจะนิยามน่ะครับ"

 

ด้าน รศ.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 ว่า

 

กทม.มี “เวลาทอง” ประมาณ 3–4 วัน ตั้งแต่ 28 ก.ย.–1 ต.ค. เพื่อเร่งระบายน้ำที่ค้างอยู่ในถนนและระบบคลองออกสู่ทะเล ก่อนเจอน้ำทะเลหนุนสูงอีกระลอกช่วง 1–3 ต.ค.

 

เพราะหากระบายน้ำไม่ทัน มวลน้ำจากเจ้าพระยาจะปะทะกับน้ำทะเลหนุน ทำให้ระดับน้ำยกตัวสูงขึ้นและการระบายน้ำทำได้ยากขึ้น

 

โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ ขณะที่นนทบุรีและปทุมธานีควรจับตาระดับน้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในช่วงดังกล่าว

 

อีกท่านที่วิเคราะห์ได้น่าสนใจมาก คือ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ซึ่งโพสต์เมื่อ 28 ก.ย. วิเคราะห์ข้อมูลระดับน้ำในอ่าวไทยตอนใน และตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงวันที่ 25 ก.ย. ระดับน้ำทะเลสูงกว่าปกติอย่างผิดสังเกต

 

โดยช่วงพีกอาจสูงกว่า 80 ซม. และภาวะดังกล่าวอาจทำให้การระบายน้ำท่วมออกทะเลทำได้ยากขึ้น อย่างไรก็ตาม ดร.ธรณ์ ย้ำเองว่ายังเป็นประเด็นใหม่และยังไม่สามารถฟันธงได้ ว่าเป็นสาเหตุโดยตรง แต่เห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงและควรศึกษาเพิ่มเติม

 

29 ก.ย.–4 ต.ค. ต้องจับตาอะไร

สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นที่ริมแม่น้ำ ชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำ และจุดที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร เป็นพื้นที่ที่ควรติดตามระดับน้ำเป็นพิเศษ ขณะที่เส้นทางที่หน่วยงานเตือนให้เฝ้าระวัง ได้แก่ ถนนสุขุมวิท ถนนสุขสวัสดิ์ และถนนพระราม 2

 

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ระหว่างวันที่ 29 กันยายน–4 ตุลาคม ประเทศไทยยังมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ขณะที่ทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยบางพื้นที่ที่มีฝนฟ้าคะนองอาจมีคลื่นสูงกว่า 2 เมตร จึงเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตามควบคู่กับระดับน้ำในแม่น้ำ

 

ดังนั้น ช่วง 6 วันนี้จึงควรมองสถานการณ์น้ำเป็น “ระบบเดียวกัน”

ตั้งแต่ฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบน มวลน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำและคลอง การบริหารน้ำเหนือเขื่อน ไปจนถึงระดับน้ำทะเลบริเวณปากอ่าว เพราะเมื่อปัจจัยเหล่านี้มาอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน จุดที่เปราะบางที่สุดจะเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนที่อยู่นอกแนวป้องกัน

 

สำหรับประชาชนริมแม่น้ำ โดยเฉพาะพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ควรติดตามประกาศระดับน้ำและการแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกสิ่งของสำคัญและอุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นที่สูง และเตรียมแผนการเดินทางหากระดับน้ำเพิ่มขึ้น

 

หากเกิดน้ำท่วมขังหรือจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือในกรุงเทพฯ สามารถแจ้งศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม โทร. 0-2248-5115 หรือสายด่วน กทม. 1555 และผ่าน Traffy Fondue ส่วนกรณีฉุกเฉินทางการแพทย์ โทร. 1669

 

สถานการณ์ครั้งนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างของโจทย์ “การจัดจราจรน้ำ” ที่ต้องอ่านตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพราะต่อให้สามารถควบคุมน้ำจากด้านบนได้ แต่หากจังหวะระบายน้ำไปพบกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูง พื้นที่ปลายน้ำก็ยังต้องรับแรงกดดันจากระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นอยู่ดี

 

 

 

 

ข่าวล่าสุด

น้ำเหนือชนทะเลหนุน! จับตา 6 วันเดือด 29 ก.ย.–4 ต.ค. เจ้าพระยาเสี่ยงระดับน้ำพุ่ง!

น้ำเหนือชนทะเลหนุน! จับตา 6 วันเดือด 29 ก.ย.–4 ต.ค. เจ้าพระยาเสี่ยงระดับน้ำพุ่ง!