
ดาต้าเซ็นเตอร์โตได้ แต่ไม่ควรตั้งกลางกรุง หวั่นแย่งไฟ-รบกวนชุมชน
ภาณุรัช ดำรงไทย หนุนไทยรับลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องคุมทำเล พลังงาน และน้ำมันสำรอง พร้อมเสนอค่าไฟประเภทพิเศษที่สูงกว่าครัวเรือน
KEY
POINTS
- ดาต้าเซ็นเตอร์ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและทำให้ไทยควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลได้มากขึ้น
- ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ไม่ควรตั้งกลางกรุงเทพฯ เพราะใช้ไฟและน้ำสูง ทั้งยังปล่อยความร้อนและเสียงรบกวน
- รัฐควรกำหนดค่าไฟเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมผูกสิทธิประโยชน์กับการจ้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้ตัวกว่าที่คิด
ภาณุรัช ดำรงไทย วิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และประธานคณะทำงานป้องกันการขาดแคลนพลังงาน กระทรวงพลังงาน อธิบายว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คือศูนย์รวมคอมพิวเตอร์สำหรับประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล ซึ่งรองรับกิจกรรมดิจิทัลแทบทุกด้านในชีวิตประจำวัน
ตั้งแต่การส่งข้อความผ่านไลน์ ดูวิดีโอบนยูทูบ สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อจ่ายเงิน ไปจนถึงการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่าง GPT และ Gemini ล้วนต้องพึ่งหน่วยประมวลผลและฐานข้อมูลภายในดาต้าเซ็นเตอร์
แม้แต่ “คลาวด์” ที่หลายคนเข้าใจว่าข้อมูลลอยอยู่บนโลกออนไลน์ แท้จริงแล้วคือข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง หากไทยไม่มีศูนย์ข้อมูลของตนเอง ข้อมูลของคนไทยก็ต้องถูกส่งไปประมวลผลและจัดเก็บในต่างประเทศ
ไทยมีศักยภาพ แต่ต้องเลือกทำเลให้ถูก
ภาณุรัชมองว่า ไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของอาเซียน เพราะตั้งอยู่กลางภูมิภาค มีโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง และเครือข่ายใยแก้วนำแสงรองรับ ขณะที่คนไทยใช้งานโซเชียลมีเดียและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณสูง
ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ใช้ไฟฟ้าประมาณ 8-20 เมกะวัตต์ แต่ศูนย์ข้อมูลที่รองรับปัญญาประดิษฐ์ในอนาคตจะขยายกำลังไฟไปถึง 100-200 เมกะวัตต์
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าไม่ควรตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ แม้เมืองหลวงจะมีไฟฟ้า น้ำประปา และอินเทอร์เน็ตพร้อมเชื่อมต่อทันที เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ใช้พลังงานสูงและคายความร้อนตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบหล่อเย็นต้องใช้น้ำและพัดลมขนาดใหญ่ จึงสร้างทั้งความร้อนและเสียงต่อเนื่อง หากตั้งใกล้บ้านพัก ปัญหาเหล่านี้จะกระทบคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนโดยตรง
ภาณุรัชยังเตือนว่า ความต้องการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบไฟฟ้าในพื้นที่ หากผู้ประกอบการและรัฐไม่ออกแบบระบบรองรับอย่างรัดกุม
จากอาบอบนวดสู่ห้องเซิร์ฟเวอร์
เหตุผลที่ผู้ประกอบการบางรายเลือกย่านห้วยขวางหรือพระราม 9 มาจากอาคารเดิมบางแห่งเคยประกอบธุรกิจอาบอบนวด จึงมีท่อน้ำขนาดใหญ่และระบบไฟฟ้าที่รองรับการใช้งานสูงอยู่แล้ว
เมื่อกิจการเดิมปิดตัว อาคารเหล่านี้จึงดัดแปลงเป็นพื้นที่วางเครื่องเซิร์ฟเวอร์ได้ง่ายกว่าการเริ่มสร้างระบบใหม่ในต่างจังหวัด ซึ่งอาจต้องรอขยายเขตไฟฟ้าหลายปี
แต่ความสะดวกของนักลงทุนไม่ควรอยู่เหนือความปลอดภัยของชุมชน ภาณุรัชเสนอให้รัฐผลักดันดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ไปยังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมที่มีระบบสาธารณูปโภคและพื้นที่กันชนรองรับ
พื้นที่ EEC ยังเชื่อมต่อกับสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเลความเร็วสูง จึงตอบโจทย์ทั้งการรับส่งข้อมูลและการลดผลกระทบต่อชุมชนเมือง
ศูนย์ข้อมูลห้ามไฟดับแม้แต่วินาทีเดียว
ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง หากไฟดับแม้ช่วงสั้นๆ ระบบอาจหยุดทำงานและข้อมูลอาจเสียหาย ผู้ประกอบการจึงต้องติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล พร้อมกักเก็บน้ำมันสำหรับจ่ายไฟฉุกเฉิน
ภาณุรัชระบุว่า มาตรฐานทั่วไปกำหนดให้สำรองไฟได้นานถึง 48 ชั่วโมง ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 20 เมกะวัตต์จึงต้องเก็บน้ำมันดีเซลประมาณ 400,000 ลิตร
ปริมาณดังกล่าวสร้างโจทย์ด้านความปลอดภัย โดยผู้ประกอบการที่เก็บน้ำมันเกิน 15,000 ลิตรต้องขออนุญาตจากกระทรวงพลังงาน หากไม่ขออนุญาตย่อมมีความผิดตามกฎหมาย
ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ยังไม่สามารถเป็นแหล่งจ่ายหลักเพียงแหล่งเดียว เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน หากใช้ไฟจากแสงอาทิตย์ ผู้ประกอบการต้องลงทุนแบตเตอรี่ขนาดใหญ่เพื่อสำรองพลังงาน
อย่าให้ไทยได้เพียงค่าเช่าที่
ภาณุรัชเตือนว่า หากไทยเปิดรับทุนต่างชาติให้เข้ามาเช่าพื้นที่วางเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพียงอย่างเดียว ประเทศจะได้ประโยชน์แค่ค่าเช่า ขณะที่ต้องรับภาระจากการใช้ไฟฟ้า น้ำ และที่ดินจำนวนมาก
รัฐบาลจึงควรตั้งเงื่อนไขคล้ายมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า เช่น บังคับให้ผู้ลงทุนถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาวิศวกรไทย จ้างแรงงานในประเทศ และเปิดพื้นที่ให้สตาร์ทอัพไทยสร้างบริการจากข้อมูลอย่างเหมาะสม
ภาณุรัช เปรียบข้อมูลดิบเป็น “ข้าวเปลือก” หากไทยมีหน้าที่เพียงเก็บข้อมูลหรือให้เช่าพื้นที่ ก็เหมือนขายข้าวในราคาต่ำ แต่ถ้านำข้อมูลมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็นแอปพลิเคชัน สินค้า หรือบริการ ประเทศจะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเดิมหลายเท่า
ข้อมูลอยู่ในไทย ปิดเว็บผิดกฎหมายได้เร็วขึ้น
การมีดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศยังช่วยเสริมความมั่นคงของข้อมูล หากเจ้าหน้าที่พบฐานข้อมูลของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนัน หรือธุรกิจผิดกฎหมาย รัฐสามารถเข้าตรวจค้น ยึดอุปกรณ์ และสั่งระงับระบบได้ทันทีตามอำนาจกฎหมาย
ในทางตรงกันข้าม หากเครื่องแม่ข่ายตั้งอยู่ต่างประเทศ เจ้าหน้าที่ไทยต้องประสานหน่วยงานต่างชาติ กระบวนการจึงใช้เวลานานและควบคุมได้ยากกว่า
ประโยชน์ด้านความมั่นคงจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ไทยควรมีดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ต้องควบคุมผู้ประกอบการตั้งแต่เรื่องที่ตั้ง การใช้พลังงาน การเก็บน้ำมัน ไปจนถึงประเภทข้อมูลภายในระบบ
เสนอค่าไฟประเภทพิเศษ แพงกว่าครัวเรือน
ภาณุรัชตั้งข้อสังเกตว่า ครัวเรือนประมาณ 23 ล้านรายใช้ไฟฟ้ารวมเพียง 25% ของประเทศ ขณะที่ผู้ใช้ไฟขนาดกลางและขนาดใหญ่หลักแสนรายใช้ไฟรวมประมาณ 50% แต่กลับจ่ายค่าไฟต่อหน่วยต่ำกว่าประชาชน
ภาณุรัช จึงเสนอให้แยกดาต้าเซ็นเตอร์เป็นผู้ใช้ไฟฟ้า “ประเภทที่ 9” พร้อมกำหนดค่าไฟสูงกว่าภาคครัวเรือน เพื่อสะท้อนต้นทุนการจัดหาไฟที่เสถียรตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงต้นทุนเชื้อเพลิงนำเข้าอย่างก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG
ภาณุรัช เชื่อว่าผู้ลงทุนต่างชาติพร้อมจ่ายค่าไฟในอัตราพิเศษ หากไทยรับประกันคุณภาพและความต่อเนื่องของระบบได้ โดยรายได้ส่วนนี้ต้องช่วยลดภาระของประชาชนและเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
"โจทย์สำคัญ จึงไม่ใช่ว่าไทยควรรับหรือปฏิเสธดาต้าเซ็นเตอร์ แต่คือจะวางศูนย์ข้อมูลไว้ที่ใด คิดค่าใช้ทรัพยากรเท่าไร และกำหนดเงื่อนไขอย่างไร เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตโดยไม่ผลักต้นทุนให้ชุมชนและผู้ใช้ไฟตามบ้านเป็นผู้รับภาระแทนทั้งหมด"
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก







