
ไขคำตอบ ‘เล่าต๋า แสนลี่’ เหตุใดวัย 86 ปี จึงเข้าเกณฑ์พระราชทานอภัยโทษ?
คดีร้ายแรงไม่ได้ปิดประตูอภัยโทษเสมอไป กรณีเล่าต๋า แสนลี่ วัย 86 ปี ต้องอ่านทั้งอายุ โทษคงเหลือ และเกณฑ์ลดโทษพิเศษ 1 ใน 5 จึงจะเห็นคำตอบครบถ้วน ตามกฎหมายนี้
KEY
POINTS
- เล่าต๋า แสนลี่ เข้าเกณฑ์ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากมีอายุ 86 ปี ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 60 ปี และมีโทษจำคุกเหลืออยู่ไม่เกิน 3 ปีตามเงื่อนไขในพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
- การมีอายุเกิน 70 ปี ทำให้เขาได้รับสิทธิ์ลดโทษลงเป็นพิเศษอีก 1 ใน 5 จากโทษที่เหลืออยู่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โทษสุดท้ายเข้าเงื่อนไขการปล่อยตัว
- แม้จะเป็นคดียาเสพติดร้ายแรง แต่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์จากการพิจารณาอภัยโทษโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกรณีของเขาไม่เข้าข่ายข้อห้ามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกาฯ
การได้รับพระราชทานอภัยโทษและปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อดีตนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ จากเรือนจำกลางบางขวาง เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เหตุใดผู้ต้องขังคดียาเสพติดร้ายแรง ซึ่งครั้งหนึ่งถูกจับพร้อมยาไอซ์ถึง 20 กิโลกรัม จึงสามารถเข้าเกณฑ์ได้รับอิสรภาพ
คำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า “คดีหนักหรือเบา” เพียงอย่างเดียว และไม่ได้หมายความว่าความผิดในอดีตถูกลบออกจากประวัติ แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่าง คำพิพากษาของศาล กับ การพระราชทานอภัยโทษตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
กรณีเล่าต๋า ปัจจัยสำคัญที่สุดคือ อายุ 86 ปี ระยะเวลาโทษที่เหลืออยู่ และสิทธิในการลดโทษเพิ่มเติมสำหรับนักโทษสูงอายุ
จากคดีใหญ่ สู่วันพ้นเรือนจำ
เล่าต๋า แสนลี่ เป็นอดีตกำนันตำบลท่าตอน อ.แม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และเคยถูกกล่าวถึงในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในเครือข่ายยาเสพติด
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดวางแผนล่อซื้อก่อนจับกุม พร้อมของกลางยาไอซ์ 20 กิโลกรัม และมีการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท
ต่อมา เล่าต๋า ต้องรับโทษในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงความผิดตามกฎหมายอาวุธปืน กระทั่งเข้าสู่กระบวนการพิจารณาพระราชทานอภัยโทษตาม พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569
จุดสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อพระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ เล่าต๋ามีคุณสมบัติตรงกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างไร
เกณฑ์แรก อายุเกิน 60 ปี แต่ต้องดู “โทษคงเหลือ” ด้วย
หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องประการแรกอยู่ที่ มาตรา 8 (2) (ฉ)
ตามข้อมูลที่ใช้ประกอบกรณีนี้ นักโทษเด็ดขาดที่มีอายุ ไม่ต่ำกว่า 60 ปีบริบูรณ์ และมีกำหนดโทษจำคุกที่จะต้องรับต่อไป เหลืออยู่ไม่เกิน 3 ปี นับตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ สามารถเข้าเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวได้
ในวันที่ได้รับการปล่อยตัว เล่าต๋ามีอายุ 86 ปี
ดังนั้น เงื่อนไขเรื่องอายุจึงผ่านอย่างชัดเจน เพราะมากกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 60 ปีถึง 26 ปี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ อายุ 86 ปีเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะต้องได้รับการปล่อยตัวทันที
ยังต้องพิจารณาอีกส่วนหนึ่งว่า หลังจากคำนวณโทษและการลดโทษตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องแล้ว เขามีกำหนดโทษที่จะต้องรับต่อไปเหลืออยู่เท่าใด และเข้าเงื่อนไขไม่เกิน 3 ปีหรือไม่
นี่เป็นหัวใจของเรื่อง เพราะการอธิบายว่าเล่าต๋า “ได้ออกจากคุกเพราะแก่” จึงง่ายเกินไปและอาจทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน
สิ่งที่กฎหมายพิจารณาคือ อายุบวกกับโทษที่ยังเหลืออยู่ ไม่ใช่อายุเพียงตัวเลขเดียว
อายุ 86 ปี ยังทำให้เข้าเกณฑ์ลดโทษพิเศษ 1 ใน 5
อีกบทบัญญัติหนึ่งที่มีความสำคัญคือ มาตรา 14
หลักเกณฑ์นี้เปิดทางให้นักโทษเด็ดขาดที่ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวทันที แต่มีอายุ ตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป ได้รับพระราชทานอภัยโทษโดย ลดโทษลงเป็นพิเศษอีก 1 ใน 5
เล่าต๋ามีอายุ 86 ปี จึงเข้าเกณฑ์อายุส่วนนี้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน
แต่คำว่า “ลดอีก 1 ใน 5” มีรายละเอียดที่ควรทำความเข้าใจ เพราะไม่ได้หมายความว่านำโทษทั้งหมดที่ศาลเคยพิพากษามาหักออก 20% ตั้งแต่ต้น
หลักการคือ ต้องนำ กำหนดโทษที่ผ่านการลดโทษตามเกณฑ์ปกติของพระราชกฤษฎีกาแล้ว มาเป็นฐานคำนวณ ก่อนลดเพิ่มเติมอีก 1 ใน 5 สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไป
ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ หากนักโทษรายหนึ่งหลังผ่านการลดโทษตามหลักเกณฑ์ปกติแล้ว ยังมีโทษเหลือ 10 เดือน การลดพิเศษอีก 1 ใน 5 จะเท่ากับ 2 เดือน ทำให้เหลือโทษต้องรับต่ออีก 8 เดือน
ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างอธิบายวิธีคิด ไม่ใช่จำนวนโทษจริงของเล่าต๋า แต่ช่วยให้เห็นว่า “1 ใน 5” ทำงานอย่างไรในทางหลักการ
ดังนั้น อายุ 86 ปีจึงมีความหมายถึงสองชั้น คือ นอกจากสูงกว่าเกณฑ์ 60 ปีสำหรับการพิจารณาปล่อยตัวแล้ว ยังสูงกว่าเกณฑ์ 70 ปีสำหรับการลดโทษพิเศษอีกด้วย
แล้วเหตุใดคดียาเสพติดร้ายแรงยังได้รับอภัยโทษได้
นี่คือข้อสงสัยสำคัญที่สุดของหลายคน
เล่าต๋าต้องโทษในความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาไอซ์ ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 รวมทั้งมีความผิดตามกฎหมายอาวุธปืน จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่า ผู้ต้องขังคดีลักษณะนี้ควรถูกตัดออกจากการพระราชทานอภัยโทษโดยอัตโนมัติ
แต่ตามข้อมูลของพระราชกฤษฎีกาที่ใช้กับกรณีนี้ การเป็นนักโทษคดียาเสพติดไม่ได้หมายความว่าจะหมดสิทธิ์ทุกคน
ต้องพิจารณารายละเอียดของความผิดและเงื่อนไขของแต่ละบุคคลว่าเข้าข่ายข้อจำกัดหรือข้อห้ามที่กำหนดไว้หรือไม่ โดยเฉพาะบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรา 15 มาตรา 16 และมาตรา 18
กรณีของเล่าต๋า ข้อมูลระบุว่าเขายังสามารถเข้าสู่กระบวนการคำนวณอภัยโทษตามเกณฑ์ดังกล่าวได้
จึงต้องแยกสองเรื่องออกจากกันให้ชัด
เรื่องแรกคือ ความร้ายแรงของความผิด ซึ่งยังคงอยู่ตามคำพิพากษาของศาล
เรื่องที่สองคือ สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เมื่อผู้ต้องขังมีคุณสมบัติตามเกณฑ์และไม่ติดข้อห้าม
การได้รับอภัยโทษจึงไม่ได้หมายความว่าคดีในอดีตไม่ร้ายแรง หรือคำพิพากษาถูกยกเลิก
ก่อนออกจากเรือนจำ ยังมีขั้นตอนเตรียมความพร้อม
การเข้าเกณฑ์ได้รับพระราชทานอภัยโทษไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีการประกาศพระราชกฤษฎีกาแล้ว ผู้ต้องขังจะสามารถเดินออกจากประตูเรือนจำได้ทันที
ผู้ต้องราชทัณฑ์ที่ได้รับอภัยโทษปล่อยตัวต้องผ่าน หรือเคยผ่าน การอบรมเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ตามที่กรมราชทัณฑ์กำหนด
เป้าหมายคือเตรียมผู้ต้องขังให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตในสังคมได้อีกครั้ง หลังจากใช้ชีวิตอยู่ภายในเรือนจำมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจต้องปรับตัวกับสภาพสังคมและชีวิตภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปมาก
สรุป ทำไมเล่าต๋าจึงได้ออกจากเรือนจำ
หากสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด การที่เล่าต๋า แสนลี่ ได้รับพระราชทานอภัยโทษในปี 2569 ต้องมององค์ประกอบหลายชั้นประกอบกัน
หนึ่ง อายุ 86 ปี ทำให้เข้าเกณฑ์ผู้สูงอายุตามมาตรา 8 ที่กำหนดอายุขั้นต่ำไว้ 60 ปี
สอง ต้องพิจารณาโทษคงเหลือ ว่าเมื่อคำนวณตามหลักเกณฑ์แล้ว อยู่ในกรอบที่สามารถได้รับพระราชทานอภัยโทษปล่อยตัวหรือไม่
สาม อายุเกิน 70 ปี ทำให้เข้าเกณฑ์มาตรา 14 ซึ่งเปิดทางให้ลดโทษเป็นพิเศษอีก 1 ใน 5 จากโทษที่ผ่านการลดตามเกณฑ์ปกติแล้ว
สี่ แม้เป็นคดียาเสพติดร้ายแรง ก็ไม่ได้หมายความว่าถูกตัดสิทธิ์จากพระราชทานอภัยโทษโดยอัตโนมัติ แต่ต้องตรวจสอบว่าติดข้อห้ามตามพระราชกฤษฎีกาหรือไม่
เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มาประกอบกัน จึงนำไปสู่การปล่อยตัวเล่าต๋าจากเรือนจำกลางบางขวางในวันที่ 14 สิงหาคม 2569
กรณีนี้จึงสะท้อนหลักสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่องพระราชทานอภัยโทษว่า อย่ามองเฉพาะชื่อคดีหรือภาพจำของผู้ต้องขัง แต่ต้องอ่านเงื่อนไขในกฎหมายและคำนวณสถานะของผู้ต้องขัง ณ วันที่พระราชกฤษฎีกามีผลใช้บังคับ
เพราะการอภัยโทษไม่ได้ลบอดีต ไม่ได้กลับคำพิพากษา และไม่ได้บอกว่าความผิดที่เคยเกิดขึ้นหมดความหมาย หากเป็นอีกกลไกหนึ่งในกระบวนการบังคับโทษที่นำระยะเวลารับโทษ อายุ และหลักมนุษยธรรมมาพิจารณาร่วมกัน
และนั่นคือคำตอบว่า เหตุใดชายวัย 86 ปีซึ่งครั้งหนึ่งถูกเรียกว่า “ราชายาเสพติด” จึงสามารถกลับออกมาใช้ชีวิตนอกกำแพงเรือนจำได้อีกครั้งในช่วงปลายของชีวิต







