
สรุปมหากาพย์ 'บุ๋ม ปนัดดา' มูลนิธิองค์กรทำดี เงินบริจาที่หายไป สู่ข้อหาฉ้อโกงประชาชน
สรุปมหากาพย์ 'บุ๋ม ปนัดดา - ก็อต อธิป' มูลนิธิองค์กรทำดี และเงินบริจาที่หายไป ก่อนตำรวจปอศ.บุกรวบคาบ้านพัก ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
จากศรัทธาสู่การตรวจสอบครั้งใหญ่
ชื่อของ บุ๋ม ปนัดดา วงศ์ผู้ดี นักแสดงและประธานมูลนิธิองค์กรทำดี กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างหนัก หลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี โดยเฉพาะประเด็นบัญชีรับบริจาค การเคลื่อนย้ายเงินระหว่างบัญชี และการนำเงินหรือสิ่งของบริจาคไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งต่อประชาชนหรือไม่
เรื่องราวดังกล่าวเริ่มขยายวงกว้างในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2569 ก่อนนำไปสู่การตรวจสอบเส้นทางการเงินโดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ผ่านกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) รวมถึงการประสานสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
ประเด็นสำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบบัญชีรับบริจาค แต่ยังขยายไปถึงธุรกรรมระหว่างบัญชีมูลนิธิกับบัญชีบุคคล การโอนเงินให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง และการใช้เงินบริจาคในโครงการก่อสร้างพูลวิลล่า
ขณะที่ตำรวจวางแนวทางพิจารณาความผิดทั้งฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยยังอยู่ในกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมาย
ย้อนรอยมหากาพย์ 'บุ๋ม ปนัดดา'
ปฐมบทบัญชีรับบริจาค 2 บัญชี
ประเด็นแรกที่ถูกตั้งคำถาม คือการใช้บัญชีรับบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งปรากฏบัญชีที่เกี่ยวข้อง 2 บัญชี
1. บัญชีชื่อ “องค์กรทำดี โดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี”
2.บัญชีชื่อ “มูลนิธิองค์กรทำดี”
ข้อมูลจากการชี้แจงของฝ่ายกฎหมายมูลนิธิองค์กรทำดี เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ระบุว่า บัญชีแรกเปิดใช้งานมาตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงเริ่มต้นจัดตั้งกลุ่มจิตอาสา โดยบุ๋ม ปนัดดา ใช้เงินทุนส่วนตัวเป็นทุนตั้งต้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมบริจาคช่วยเหลือสังคมส่วนบัญชีที่สองเป็นบัญชีหลักในชื่อมูลนิธิองค์กรทำดี
อย่างไรก็ตาม การใช้บัญชีทั้งสองบัญชีกลายเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ โดยเฉพาะเส้นทางการเงินระหว่างบัญชีส่วนบุคคลกับบัญชีมูลนิธิ รวมถึงการนำเงินที่ประชาชนบริจาคเข้ามาไปใช้ในกิจกรรมใดบ้าง
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการโอนเงินจากบัญชีที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการต่าง ๆ
แจงปมก่อสร้าง ก่อนสั่งพักงานบุ๋ม ปนัดดา
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามอง คือการก่อสร้างอาคารของมูลนิธิองค์กรทำดี บริเวณรังสิตคลอง 8 จังหวัดปทุมธานี รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการจ่ายเงินให้ผู้รับเหมา
เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ฝ่ายกฎหมายของมูลนิธิองค์กรทำดีออกเอกสารชี้แจงที่มาของบัญชีรับบริจาคทั้งสองบัญชี ท่ามกลางกระแสตั้งคำถามเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงิน
ต่อมา วันที่ 29 ตุลาคม 2569 มูลนิธิองค์กรทำดีออกแถลงการณ์ระบุว่า เมื่อปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างและการจ่ายเงินที่มีข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส มูลนิธิจะรวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบ และหากพบว่าบุคคลใดเข้าข่ายกระทำความผิด จะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ในแถลงการณ์เดียวกัน มูลนิธิยังกล่าวถึงกรณีผู้รับเหมาก่อสร้างที่มีข้อมูลว่าได้รับแจ้งให้โอนเงินค่าจ้างก่อสร้างอาคาร แต่ปฏิเสธไม่รับรู้หรือไม่รู้เห็น โดยมูลนิธิระบุว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับขั้นตอนการก่อสร้างและการจ่ายเงิน
พร้อมมีมติให้ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานมูลนิธิเป็นการชั่วคราว และแต่งตั้ง น.ส.พรพรรณ ภุมรินทร์ รองประธานกรรมการ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการประธานมูลนิธิ
นอกจากนี้ ยังประกาศระงับการรับบริจาคเงินทุกช่องทาง จนกว่าการตรวจสอบข้อมูลทางการเงินและการก่อสร้างจะได้ข้อยุติ ส่วนกิจกรรมช่วยเหลือสังคมยังคงดำเนินต่อไปตามความเหมาะสม
เส้นเงิน 45 ล้านบาท ไหลจากบัญชีบริจาคสู่โครงการพูลวิลล่า
ประเด็นที่ทำให้เรื่องราวขยายวงกว้างมากขึ้น คือข้อมูลเกี่ยวกับการโอนเงินจากบัญชีที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิองค์กรทำดีไปยังผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือที่ถูกเรียกว่า “ช่างเอ๋”
จากข้อมูลที่ปรากฏในการตรวจสอบ มีรายการโอนเงินผ่านบัญชีผู้รับเหมาก่อสร้างรวม 6 รายการ เป็นเงินกว่า 45 ล้านบาท โดยมีข้อสงสัยว่าเงินบางส่วนถูกนำไปใช้ในการก่อสร้างโครงการพูลวิลล่าหรูในจังหวัดภูเก็ต
ประเด็นดังกล่าวทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เงินที่ประชาชนร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือสังคม ถูกนำไปใช้ในโครงการก่อสร้างดังกล่าวอย่างไร และมีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์หรือไม่
ด้านบุ๋ม ปนัดดา เคยชี้แจงผ่านการไลฟ์เกี่ยวกับงบประมาณก่อสร้างว่า เงินดังกล่าวถูกนำไปใช้สำหรับก่อสร้างอาคารและปรับปรุงพื้นที่หลายส่วน โดยมีเป้าหมายจัดตั้งเป็นศูนย์ช่วยเหลือประชาชนและพื้นที่พักพิงในช่วงเกิดภัยพิบัติ
พร้อมยืนยันว่า การก่อสร้างมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ของมูลนิธิ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว และนำเอกสารโฉนดที่ดินมาแสดง โดยระบุว่าได้โอนกรรมสิทธิ์เป็นชื่อมูลนิธิองค์กรทำดี เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการโอนเงินและการใช้จ่ายยังคงอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
บุ๋มเข้าพบตำรวจ - พยานผู้บริจาคทยอยให้ข้อมูล
วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 บุ๋ม ปนัดดา พร้อมนายเอกสิทธิ์ ศรีสังข์ หรือทนายเพชร เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความนายอธิป อนันทวรรณ หรือ “ก๊อต” สามี
ในวันเดียวกัน ตำรวจเปิดเผยแนวทางการดำเนินคดีเบื้องต้น โดยพิจารณาความผิด 3 ประเด็น ได้แก่
- ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน
- ความผิดฐานฟอกเงิน
- ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
โดยพนักงานสอบสวนระบุว่า จากพยานหลักฐานเบื้องต้นพบพฤติการณ์ที่อาจเชื่อมโยงกับความผิดดังกล่าว ส่วนกรณีนายอธิป หากตรวจสอบแล้วไม่พบว่าร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมเรียกกรรมการมูลนิธิและบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน นายภูดิษ กำเนิดพลอย หรือ หนุ่ม กรรชัย ผู้ประกาศข่าว เดินทางเข้าให้ปากคำในฐานะพยานเกี่ยวกับเงินบริจาคที่เคยร่วมสมทบให้มูลนิธิองค์กรทำดีมากกว่า 800,000 บาท
ข้อมูลดังกล่าวทำให้การตรวจสอบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้บริหารมูลนิธิ แต่ยังขยายไปถึงผู้บริจาคและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์รับบริจาคด้วย
เปิดตัวเลขธุรกรรม 1.8 ล้านรายการ เงินหมุนเวียนเกือบพันล้านบาท
ความคืบหน้าที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 หลังตำรวจ ปอศ. เปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดี
จากข้อมูลการสืบสวนที่ปรากฏผ่านสื่อ พบว่า ตั้งแต่ปี 2562 มีรายการธุรกรรมเงินเข้าและออกที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิประมาณ 1.8 ล้านรายการ จากบัญชีผู้บริจาคมากกว่า 900,000 บัญชี มียอดเงินหมุนเวียนรวมเกือบ 1,000 ล้านบาท
อีกประเด็นที่เจ้าหน้าที่ให้ความสำคัญ คือการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิไปยังบัญชีส่วนตัวของบุ๋ม ปนัดดา ก่อนมีการโอนต่อไปยังนายอธิป อนันทวรรณ เป็นจำนวนเงินสูงถึง 200 ล้านบาท
ขณะที่ข้อมูลอีกส่วนระบุว่า มีการโอนเงินผ่านบริษัทหรือบัญชีผู้รับเหมาก่อสร้าง 6 รายการ รวมกว่า 45 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงการพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินหมุนเวียนเกือบ 1,000 ล้านบาท ไม่ได้หมายความว่าเป็นจำนวนเงินที่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ทั้งหมด แต่เป็นยอดธุรกรรมที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบและจำแนกเส้นทางการเงิน
ในวันเดียวกัน พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการ ปอศ. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบข้อมูลการใช้เงินบริจาคไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ และระบุว่าไม่ให้น้ำหนักกับคำกล่าวอ้างของบุ๋ม ปนัดดา ที่ระบุว่าถูกสามีหลอกลวง เนื่องจากเจ้าตัวมีสถานะเป็นประธานมูลนิธิ มีหน้าที่บริหารจัดการและตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน
ผู้บังคับการ ปอศ. ยังระบุว่า พบการนำเงินของมูลนิธิไปใช้จ่ายส่วนตัว แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันกระแสข่าวที่ระบุว่าบุ๋มนำเงินจากมูลนิธิ 800 ล้านบาทไปใช้ส่วนตัว
อีกทั้งยังเปิดเผยว่า เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินบริจาคกับเงินที่นำไปใช้เพื่อการกุศล พบว่าเงินที่ใช้เพื่อการกุศลเป็นส่วนน้อย ส่วนเงินที่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์มีสัดส่วนมากกว่า แต่ยังไม่สามารถระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ได้
ผู้บริจาคและคนดังเข้าให้ข้อมูลต่อเนื่อง
เมื่อการตรวจสอบขยายวงกว้าง บุคคลที่เคยร่วมบริจาคเงินให้มูลนิธิองค์กรทำดีเริ่มทยอยเข้าให้ข้อมูลกับตำรวจ
หนุ่ม กรรชัย เข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานเกี่ยวกับการบริจาคเงินให้มูลนิธิเมื่อเดือนกันยายน 2567 จำนวน 1 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยน้ำท่วม
เบลล่า ราณี แคมเปน พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอศ. เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 20.00 น. เพื่อให้ข้อมูลกรณีเคยบริจาคเงิน 1 ล้านบาทให้มูลนิธิองค์กรทำดี
นอกจากนี้ อาจารย์ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา พร้อมทนายความ เดินทางเข้าแจ้งความและขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หลังเคยบริจาคเงิน 20,000 บาท เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ในช่วงเกิดอุทกภัยที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
อาจารย์ตฤณห์ระบุว่า ต้องการทราบว่าเงินที่บริจาคถูกนำไปใช้ที่ใด และยอมรับว่าก่อนหน้านี้เคยนำเลขบัญชีของมูลนิธิไปเผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊กเพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคด้วย
ขณะที่การเข้าให้ข้อมูลของผู้บริจาคเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการรวบรวมหลักฐาน เพื่อให้ตำรวจตรวจสอบว่ามีการเชิญชวนให้บริจาคด้วยวัตถุประสงค์ใด และเงินที่ได้รับถูกนำไปใช้ตามที่แจ้งต่อสาธารณชนหรือไม่
เตรียมยึดอายัดทรัพย์ เพื่อเฉลี่ยคืนผู้เสียหาย
นอกจากการดำเนินคดีทางอาญาแล้ว อีกหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทสำคัญคือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายวิทยาพร จันทวาส ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสืบสวนสอบสวนทางการเงิน ในฐานะรองโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของมูลนิธิองค์กรทำดีและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
โดยระบุว่า ขณะนี้ตำรวจ ปอศ. ได้ดำเนินการอายัดบัญชีและทรัพย์สินบางส่วนที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว ส่วน ปปง. อยู่ระหว่างรอข้อมูลและสำนวนรายการทรัพย์สินจากตำรวจ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายฟอกเงิน
ประเด็นสำคัญคือ หากท้ายที่สุดมีการดำเนินมาตรการทางทรัพย์สินจนถึงขั้นศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินหรือมีคำสั่งตามมาตรการที่กฎหมายกำหนดในคดีนี้ การจัดการทรัพย์สินจะมุ่งไปที่การชดใช้เฉลี่ยคืนแก่ผู้เสียหาย ไม่ใช่การนำทรัพย์สินไปเป็นของแผ่นดิน
ผู้บริจาคที่ได้รับความเสียหายจะต้องยื่นคำร้องพร้อมหลักฐานการโอนเงินตามประกาศคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย โดยกระบวนการดังกล่าวกำหนดระยะเวลาให้ยื่นคำร้องภายใน 90 วันตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ขณะเดียวกัน ปปง. ยังชี้แจงประเด็นความแตกต่างระหว่างความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนกับยักยอกทรัพย์ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และเจตนาในการรับเงิน
หากเป็นการประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ประชาชนบริจาคโดยมีข้อความหรือวัตถุประสงค์ที่เข้าข่ายหลอกลวง อาจพิจารณาเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แต่หากเป็นกรณีรับเงินมาโดยชอบแล้วผู้มีหน้าที่จัดการนำเงินไปใช้ผิดจากวัตถุประสงค์ที่กำหนด อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ได้เช่นกัน
ตำรวจขอศาลออกหมายจับ 'บุ๋ม ปนัดดา - สามี'
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 คดีมีความคืบหน้าอีกครั้ง เมื่อผู้ที่เคยร่วมบริจาคและบุคคลที่ได้รับผลกระทบเริ่มเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน
หนึ่งในนั้นคือ น.ส.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ หรือ “หมอของขวัญ” ซึ่งเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับมูลนิธิองค์กรทำดี เกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินและสิ่งของบริจาคที่ตั้งข้อสงสัยว่าไม่ได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์
หมอของขวัญกล่าวถึงสิ่งของบริจาค ทั้งอาหารคน อาหารสัตว์ น้ำดื่ม ยา และผ้าอ้อมสำเร็จรูป ที่ปรากฏภาพว่าถูกนำไปกองทิ้งไว้ พร้อมระบุว่าการเข้าแจ้งความเป็นการดำเนินการแทนผู้ที่ได้รับผลกระทบและยังไม่กล้าออกมาเปิดเผยตัว
ขณะเดียวกัน ในวันเดียวกันมีรายงานความคืบหน้าว่า ตำรวจ ปอศ. รวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอศาลออกหมายจับบุ๋ม ปนัดดา และนายอธิป อนันทวรรณ ในคดีเกี่ยวกับการบริหารเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี
ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังพิจารณาพยานหลักฐานและพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงประเด็นการเบิกจ่ายเงินออกจากบัญชีมูลนิธิไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
ขณะที่บุ๋ม ปนัดดา ให้สัมภาษณ์ว่า ขอโทษกรรมการมูลนิธิทุกคน และระบุว่า “ตนเองขอรับผิดคนเดียว” พร้อมยืนยันว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ตำรวจปอศ. จับ 'บุ๋ม ปนัดดา' ตามหมายจับ 3 ข้อหา
เช้าวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 06.28 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. นำหมายจับและหมายค้นเข้าตรวจสอบบ้านพักของบุ๋ม ปนัดดา ภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ย่านนวมินทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร
การเข้าจับกุมเกิดขึ้นในช่วงที่บุ๋ม ปนัดดา พร้อมทนายความกำลังเดินออกมาพบสื่อมวลชนที่รอรายงานความคืบหน้าคดี โดยเจ้าหน้าที่ได้แสดงหมายจับและหมายค้น ก่อนควบคุมตัวและเข้าตรวจค้นบ้านพักเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
สำหรับข้อหาตามหมายจับ ประกอบด้วย
- ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
- ความผิดฐานฟอกเงิน
- ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
การจับกุมครั้งนี้เป็นผลจากการสอบสวนเส้นทางการเงิน การรวบรวมข้อมูลธุรกรรม และการสอบปากคำผู้บริจาคกับบุคคลที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคดีเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมเอกสารและหลักฐานทางการเงิน
ส่วนกรณีนายอธิป อนันทวรรณ หรือก๊อต สามีของบุ๋ม ปนัดดา มีรายงานว่าได้เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง หลังถูกศาลออกหมายจับในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน
เงินบริจาคเกือบพันล้าน สู่คำถามเรื่องความโปร่งใส
เมื่อเรียงลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด จะเห็นว่าคดีมูลนิธิองค์กรทำดีไม่ได้เกิดขึ้นจากประเด็นบัญชีรับบริจาคเพียงอย่างเดียว แต่มีข้อสงสัยหลายส่วนที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ที่มาของบัญชี การรับเงินจากประชาชน การโอนเงินระหว่างบัญชี การจ่ายเงินให้ผู้รับเหมา ไปจนถึงการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของมูลนิธิ
ประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ ได้แก่
- เงินบริจาคจากประชาชนถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้หรือไม่
- เหตุใดจึงมีการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิไปยังบัญชีส่วนบุคคล
- เงินที่เกี่ยวข้องกับนายอธิปและบุคคลอื่นถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด
- เงินกว่า 45 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับผู้รับเหมาก่อสร้างมีเส้นทางอย่างไร
- มีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการหรือการเคลื่อนย้ายเงินหรือไม่
- ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเงินบริจาคจะสามารถติดตามและนำกลับมาชดใช้แก่ผู้เสียหายได้มากน้อยเพียงใด
ตัวเลขธุรกรรมกว่า 1.8 ล้านรายการ จากบัญชีผู้บริจาคมากกว่า 900,000 บัญชี และยอดเงินหมุนเวียนเกือบ 1,000 ล้านบาท จึงกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ตำรวจและ ปปง. ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนว่า การออกหมายจับและการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม ยังไม่ใช่คำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด และผู้ต้องหายังคงมีสิทธิต่อสู้คดีตามกฎหมาย
มหากาพย์เงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดีจึงยังไม่สิ้นสุด เพราะนอกจากการพิสูจน์ความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องแล้ว สิ่งที่ประชาชนและผู้บริจาคกำลังรอคำตอบ คือเงินที่ร่วมกันบริจาคด้วยความตั้งใจช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ถูกนำไปใช้ที่ไหน ผ่านมือใครบ้าง และท้ายที่สุดจะสามารถติดตามกลับคืนมาเพื่อชดเชยความเสียหายให้กับผู้บริจาคได้หรือไม่







