
ย้อนรอย 3 ปี ล่า 3 เจ้าพ่อสแกมเมอร์ กับคดีฟอกเงินข้ามชาติ
เปิดไทม์ไลน์ 3 ปี ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ 3 บิ๊กผู้ต้องหา "เบน สมิธ - ยิม เลียก - ณัฐกร" จากธุรกรรมหุ้นในอดีต สู่ปฏิบัติการยึดอายัดทรัพย์หมื่นล้าน
คดีเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติที่ปรากฏชื่อของยิม เลียก เบน สมิธ และ ณัฐกร กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เปิดเผยข้อมูลเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงบุคคลและนิติบุคคลหลายราย ก่อนดำเนินมาตรการยึดและอายัดทรัพย์สิน
มหากาพย์คดีฟอกเงินข้ามชาติ จุดเริ่มต้นปฏิบัติการร่วมระหว่าง ACSC กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ก.ล.ต. และ ปปง. เปิดโปงเครือข่ายสแกมเมอร์ซุกแบงก์กัมพูชาและกองทุนสิงคโปร์ ฟอกเงินช้อนซื้อหุ้นใหญ่ใน ตลาดหลักทรัพย์ ก่อนถูกอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 35,000 ล้านบาท
เปิดปูม 3 ตัวการหลัก แบ่งงาน 3 ระดับ ร่วมขบวนการฟอกเงิน
รูปแบบการทำงานของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาตินี้มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน 3 ระดับ เพื่อฟอกเงินที่ได้จากแก๊งสแกมเมอร์และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกลับเข้าสู่ระบบการเงินถูกกฎหมาย
นายเบนฯ: เป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ
นายยิมฯ: ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางเงิน
นายณัฐกรฯ และ นายไคปิงฯ : ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร
ไทม์ไลน์ 3 ปี จุดเริ่มต้นล่าขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ
ปี 2565 – 2566 | รวบรวมเงินสแกมเมอร์และสร้างจุดตั้งต้นทางการเงินในกัมพูชา
การสืบสวนพบว่า เครือข่ายเริ่มต้นจากการรวบรวมเงินสดและเงินโอนที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนผ่านแก๊งสแกมเมอร์ Call Center และแก๊งหลอกลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เงินทั้งหมดถูกนำส่งเข้าสู่ธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การบริหารและการอิทธิพลของนายยิม เลียก
ขั้นตอนดังกล่าวทำหน้าที่เป็นชั้นแรกของการล้างที่มาทางการเงิน เพื่อตัดความเชื่อมโยงระหว่างผู้เสียหายกับกลุ่มอาชญากร โดยนำเงินฝากเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์และออกเอกสารรับรองการฝากเงิน เพื่อให้เงินดังกล่าวดูเหมือนเป็นเงินที่ได้จากการดำเนินธุรกิจปกติในประเทศกัมพูชา
2566 – 2567 การสร้างม่านอำพรางสับหลีกผ่านกองทุน CAI สิงคโปร์ และตั้งเครือข่ายนอมินี
หลังจากเงินถูกล้างที่มาในกัมพูชา เครือข่ายได้เริ่มกระบวนการสับหลีกหลายชั้น โดยโอนเงินจากธนาคาร B.I.C. กัมพูชา เข้าสู่บัญชีของกองทุน CAI (Singapore) ในประเทศสิงคโปร์ ในรูปแบบธุรกรรมการลงทุนระหว่างสถาบันการเงินกับกองทุนส่วนบุคคล ซึ่งช่วยปกปิดที่มาของเจ้าของเงินตัวจริงอย่างซับซ้อน
ในเวลาเดียวกัน นายเบน สมิธ ได้สั่งการให้นายณัฐกรเริ่มดำเนินการจัดตั้งโครงสร้างรองรับเงินในประเทศไทย โดยการกว้านซื้อบริษัทนิติบุคคลอำพราง และจัดหาบุคคลธรรมดาเข้ามาทำหน้าที่เป็นนอมินี รวมถึงเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และบัญชีธนาคารหลายแห่งในไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับเงินโอนข้ามประเทศ
ปี 2567 – 2568 | ขนเงินเข้าตลาดทุนไทย ช้อนซื้อหุ้นบริษัทใหญ่และซุกซ่อนผู้ถือหุ้นตัวจริง
เงินที่ผ่านกระบวนการล้างในสิงคโปร์ถูกส่งเข้าประเทศไทยในฐานะ "เงินลงทุนจากกองทุนต่างประเทศ" (Foreign Institutional Investment) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เครือข่ายใช้เงินก้อนนี้กว้านซื้อหุ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หลายแห่ง เช่น บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และ บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC)
ในการเข้าถือหุ้น เครือข่ายใช้วิธีการกระจัดกระจายการถือครองผ่านนอมินีและกองทุนอำพราง 3 กลุ่ม เพื่อไม่ให้รายชื่อของนายเบน สมิธ หรือ นายยิม เลียก ปรากฏในบัญชีผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยเมื่อนับรวมสัดส่วนการถือหุ้นของทั้ง 3 กลุ่ม พบว่ามีสัดส่วนเกินกว่า 25% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ซึ่งเป็นการปกปิดข้อมูลผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง
กลางปี 2568 – ต้นปี 2569 | ก.ล.ต. ร่วมมือ MAS สิงคโปร์ แกะรอยความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ
สำนักงาน ก.ล.ต. ตรวจพบความผิดปกติของรูปแบบการซื้อขายและการถือครองหุ้นกลุ่มดังกล่าว จึงเข้าทำการตรวจสอบร่วมกับสถาบันกำกับดูแลตลาดการเงินสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore - MAS) เพื่อแกะรอยเส้นทางการเงินข้ามแดน
ผลการตรวจสอบยันยันว่า กลุ่มนอมินีและกองทุน CAI มีพฤติกรรมตกลงร่วมกันในการถือครองหลักทรัพย์ (Acting in Concert) และเข้าข่ายกระทำผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ดังนี้
- มาตรา 246: การรายงานการถือครองหลักทรัพย์เป็นเท็จ หรือปกปิดไม่แจ้งข้อมูลการถือครองหุ้นที่ข้ามเกณฑ์ทุกๆ 5%
- มาตรา 247: การฝ่าฝืนไม่จัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer) เมื่อถือหุ้นรวมกันเกินสัดส่วน 25%
ตุลาคม 2569 | ทลายเครือข่าย จับกุมผู้ต้องหาในไทย และอนุมัติหมายจับต่างชาติ 7 ราย
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำกำลังเข้าเปิดปฏิบัติการตรวจค้น หลังสอบสวน นายณัฐกร โดยจากการสอบสวน เบื้องต้นนายณัฐกรให้การรับสารภาพในบางประเด็นเกี่ยวกับการทำหน้าที่ประสานงาน ในไทย
ขณะเดียวกัน พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาล เพื่อขออนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหารวม 7 ราย โดยมี นายเบน สมิธ และ นายยิม เลียก เป็นตัวการสำคัญ ในฐานความผิด
- ร่วมกันอั้งยี่ (ประมวลกฎหมายอาญา)
- สมคบกันฟอกเงิน (พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542)
- ความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (มาตรา 246, 247 และ 281/10)
ปัจจุบัน นายเบน สมิธ และ นายยิม เลียก อยู่ระหว่างการหลบหนีคดีในต่างประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ประสานตำรวจสากล (Interpol) เพื่อออกหมายแดงติดตามตัวแล้ว
27 ต.ค.2569 | แถลงผลปฏิบัติการร่วม ยึดและอายัดทรัพย์สินกว่า 35,000 ล้านบาท
ล่าสุด 27 ตุลาคม 2569 พล.ต.อ. อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. พร้อมด้วยผู้แทนจาก สำนักงาน ก.ล.ต. และ สำนักงาน ปปง. ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการกวาดล้างและยึดอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาตินี้ รวมมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 35,000 ล้านบาท (โดยเป็นทรัพย์สินที่ ปปง. ดำเนินการอายัดไว้แล้วกว่า 26,000 ล้านบาท)
รายการทรัพย์สินที่ถูกตรวจยึดและอายัดประกอบด้วย
- หุ้นและหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านบาท
-อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และอาคารพาณิชย์
-ยานพาหนะ ห้างร้าน เรือยอชต์ และรถยนต์หรู
- บัญชีเงินฝากธนาคาร และหุ้นกู้สถาบันการเงิน
ทรัพย์สินทั้งหมดถูกส่งมอบให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตามมาตรการทางแพ่ง โดยจะมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายจากคดีฉ้อโกงและแก๊งสแกมเมอร์มายื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ์เพื่อเฉลี่ยทรัพย์คืนตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป







