
ปรับเกณฑ์ลงโทษ 5 กลุ่มคดี วัสเตือนยี่ต๊อกต้องไม่ปิดดุลพินิจ
ประธานศาลฎีกา ตั้งอนุกรรมการ 5 ชุดทบทวนเกณฑ์ลงโทษคดีสำคัญ ขณะที่วัส ติงสมิตร เสนอให้คำนึงถึงพฤติการณ์และความเป็นมนุษย์ควบคู่กับมาตรฐาน
KEY
POINTS
- ก.บ.ศ. เห็นชอบตั้งอนุกรรมการ 5 คณะ ทบทวนบัญชีมาตรฐานการลงโทษใน 5 กลุ่มคดี
- วัส ติงสมิตร ชี้ว่าแนวทางดังกล่าวช่วยลดความลักลั่น แต่เสี่ยงทำให้การลงโทษแข็งตัวหากยึดตารางมากเกินไป
- ข้อเสนอคือใช้ “ยี่ต๊อก” เป็นจุดเริ่มต้น พร้อมเปิดพื้นที่ให้พิจารณาข้อเท็จจริงเฉพาะรายและใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือกในคดีไม่ร้ายแรง
วีระพงศ์ สุดาวงศ์ ประธานศาลฎีกา แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 5 ชุด เพื่อทบทวนบัญชีมาตรฐานการลงโทษทางอาญา หรือ “ยี่ต๊อก” หลังคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) มีมติเอกฉันท์เห็นชอบ โดยมีเป้าหมายให้เกณฑ์ลงโทษสอดคล้องกับพฤติการณ์และสภาพคดีที่เปลี่ยนแปลงไป
นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า อนุกรรมการจะทบทวนแนวทางใน 5 กลุ่มคดี ได้แก่ คดียาเสพติด อาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น บัญชีม้าและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมถึงคดีเลือกตั้ง, คดีจราจรทางบกและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง, คดีอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิด, คดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และคดีสิ่งแวดล้อม
การทบทวนครั้งนี้มุ่งสร้างเกณฑ์การลงโทษที่ได้สัดส่วน สะท้อนพฤติการณ์ และเป็นธรรม ไม่ได้มุ่งเพียงปรับโทษให้หนักขึ้นหรือลดลง ศาลยืนยันด้วยว่าแนวทางใหม่ยังต้องรักษาอิสระของผู้พิพากษาในการใช้ดุลพินิจตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี (คลิกอ่านแหล่งที่มา)
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ วิเคราะห์ว่า แนวทางกำหนดโทษในต่างประเทศมีรูปแบบต่างกัน ทั้งระบบตารางที่พิจารณาความร้ายแรงของคดีและประวัติอาชญากรรม แนวทางประเมินเจตนาและความเสียหายเป็นขั้นตอน ตลอดจนระบบที่กำหนดให้ผู้พิพากษาอธิบายเหตุผลเมื่อพิพากษานอกกรอบ (คลิกอ่านแหล่งที่มา)
นายวัส มองว่าเกณฑ์มาตรฐานช่วยลดความแตกต่างของโทษในคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพิ่มความโปร่งใส และทำให้ผู้เกี่ยวข้องประเมินแนวทางลงโทษได้ชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากยึดตัวเลขในตารางเป็นหลักโดยไม่พิจารณามูลเหตุจูงใจหรือความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสังคม ก็อาจทำให้การลงโทษขาดความยืดหยุ่น
นายวัสยกตัวอย่างการลักขนุนหนึ่งผลเพราะความหิว เทียบกับการลักเงิน 300 บาทไปซื้อเหล้า หากพิจารณาเพียงมูลค่าทรัพย์สินและกำหนดโทษเท่ากัน อาจไม่สะท้อนความแตกต่างของพฤติการณ์ นอกจากนี้ เตือนว่าการใช้กรอบโทษอย่างเข้มงวดอาจทำให้อำนาจกำหนดผลคดีเอนเอียงไปอยู่ที่การตั้งข้อหาของอัยการ และทำให้ผู้พิพากษากังวลต่อการถูกแก้คำพิพากษาจนไม่กล้าใช้ดุลพินิจอย่างอิสระ
นายวัสเสนอให้เพิ่มปัจจัยลดโทษเชิงโครงสร้าง เช่น แรงกดดันทางเศรษฐกิจ สภาพจิตใจ และความพยายามเยียวยาผู้เสียหาย พร้อมย้ำว่า “ยี่ต๊อก” ควรเป็นเครื่องมือช่วยพิจารณา ไม่ใช่กรอบที่ปิดกั้นข้อเท็จจริงเฉพาะราย
สำหรับคดีไม่ร้ายแรง เขาเสนอให้พิจารณากระบวนการยุติธรรมทางเลือก เช่น การฟื้นฟูหรือการทำงานบริการสังคม แทนการใช้โทษจำคุกเป็นแนวทางหลัก
ศาลยุติธรรมระบุว่า ผลการศึกษาของอนุกรรมการทั้ง 5 ชุดจะเสนอตามขั้นตอน และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อเนื่อง ทั้งนี้ ข้อมูลที่ให้มายังไม่ได้ระบุกรอบเวลาการศึกษา **ยี่ต๊อกจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามต่อว่าแนวทางใหม่จะรักษามาตรฐานร่วมไว้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้พิพากษาพิจารณาความแตกต่างของแต่ละคดีได้อย่างไร**







