
สทนช.เตือนฝนหนักถึง 7 ต.ค. น้ำป่าสักฯ แตะ 110% ของความจุ
เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าและน้ำล้นตลิ่งหลายภูมิภาค ปัตตานีฝนสูงสุด 192 มม. ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที
KEY
POINTS
- สทนช. เตือนช่วง 5–7 ต.ค. 2569 รับมือฝนหนักถึงหนักมาก เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำ 957 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 110% ของความจุเก็บกัก ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์มีน้ำ 81% อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง
- น้ำผ่านนครสวรรค์ที่สถานี C.2 อยู่ที่ 1,951 ลบ.ม./วินาที ส่วนเขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศฉบับที่ 9/2569 เตือนประชาชนหลายพื้นที่ทั่วประเทศเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ช่วงวันที่ 5–7 ตุลาคม 2569 หลังประเทศไทยตอนบนเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนและฝนตกหนักบางพื้นที่ ขณะที่ข้อมูลเขื่อนวันที่ 5 ตุลาคม ระบุว่า เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำคิดเป็น 110% ของความจุเก็บกัก
ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก โดยภาคเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนภาคใต้มีฝนต่อเนื่องและตกหนักบางแห่ง
รายงานปริมาณฝนสูงสุดรายภาค ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00 น. พบว่า ปัตตานีมีฝน 192 มิลลิเมตร แม่ฮ่องสอน 132 มิลลิเมตร กาญจนบุรี 119 มิลลิเมตร กรุงเทพมหานคร 106 มิลลิเมตร ตราด 87 มิลลิเมตร และชัยภูมิ 83 มิลลิเมตร
เปิดพื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม–น้ำป่า
สทนช. ระบุพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ แยกตามภูมิภาคดังนี้
ภาคเหนือ: เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี
ภาคกลาง: ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ภาคตะวันออก: ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ภาคตะวันตก: กาญจนบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์
ภาคใต้: ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส
นอกจากนี้ ต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำทุกขนาดที่มีน้ำมากกว่า 80% ของความจุเก็บกัก รวมถึงลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขาที่อาจมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลัน จนล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ
ลำน้ำที่ต้องติดตาม ได้แก่ แม่น้ำปิงในกำแพงเพชร แม่น้ำสะแกกรังในอุทัยธานี แม่น้ำแควน้อยในพิษณุโลก แม่น้ำป่าสักในเพชรบูรณ์และสระบุรี และแม่น้ำท่าจีนในนครปฐม
ส่วนภาคตะวันออกให้เฝ้าระวังแม่น้ำนครนายก แม่น้ำปราจีนบุรี คลองพระสะทึงและคลองพระปรงในสระแก้ว รวมถึงแม่น้ำจันทบุรีและแม่น้ำตราด ขณะที่ภาคตะวันตกและภาคใต้ต้องติดตามแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ในกาญจนบุรี คลองบางสะพานในประจวบคีรีขันธ์ แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลกในนราธิวาส
เจ้าพระยาระบาย 2,500 ลบ.ม./วินาที
สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 เวลา 06.00 น. สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีน้ำไหลผ่าน 1,951 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำอยู่ที่ 22.60 เมตร รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 3.10 เมตร
สถานี P.17 อำเภอบรรพตพิสัย มีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.07 เมตร และสถานี N.67 อำเภอชุมแสง ต่ำกว่าตลิ่ง 2.25 เมตร โดยทั้งสองสถานีมีแนวโน้มระดับน้ำลดลง
ส่วนเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +16.88 เมตร รทก. และท้ายเขื่อนอยู่ที่ +15.93 เมตร รทก.
ป่าสักฯ น้ำ 110% จับตาอ่างเกินเกณฑ์เฝ้าระวัง
ข้อมูลวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ระบุปริมาณน้ำในเขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 แห่ง ดังนี้
- เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำ 957 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 110% ของความจุเก็บกัก
- เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 7,678 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 81% ของความจุเก็บกัก
- เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 719 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 77% ของความจุเก็บกัก
- เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 9,097 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 68% ของความจุเก็บกัก
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำเกินความจุเก็บกักตามข้อมูลที่รายงาน ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์อยู่ในเกณฑ์น้ำมากและต้องเฝ้าระวัง ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีน้ำปานกลางถึงค่อนข้างสูง และเขื่อนภูมิพลมีน้ำอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง
ประเด็นที่ต้องติดตามในช่วงเตือนภัยถึงวันที่ 7 ตุลาคม คือฝนตกหนักในพื้นที่เสี่ยง ปริมาณน้ำในอ่างที่เกิน 80% ของความจุ และระดับน้ำในลำน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นฉับพลันจนกระทบชุมชนลุ่มต่ำ







