
อนาคตเอเชียแขวนบนเส้นด้าย แรงกระแทกหนักสุดหากกระแส AI ชะลอตัว
สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) เตือน เอเชียตกอยู่ในภาวะเสี่ยงสูงที่สุดในโลกหากกระแสความนิยมปัญญาประดิษฐ์ (AI) เกิดภาวะชะลอตัวหรือ
สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน+3 (AMRO) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มประเทศอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมระบุว่า ภูมิภาคเอเชีย "มีความเปราะบางเป็นพิเศษ" เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก และมีระบบการเงินที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม AI อย่างลึกซึ้ง
รายงานฉบับล่าสุดเตือนว่า ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในเอเชียมีความเสี่ยงสูงกว่าภูมิภาคอื่น หากกระแสความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชะงักงันหรือเกิดภาวะฟองสบู่แตก ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดการเงิน
รายงานระบุเพิ่มเติมว่า "การปรับฐานของตลาดอย่างกะทันหันและรุนแรง อาจส่งผลกระทบลุกลามเป็นวงกว้าง" ครอบคลุมตั้งแต่ภาคการค้า กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ไปจนถึงต้นทุนทางการเงิน
ที่ผ่านมา การแข่งขันพัฒนา AI ทั่วโลกเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้การส่งออกของหลายประเทศในเอเชียพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นฐานการผลิตชิปและชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงที่สำคัญสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center)
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางยุคทองของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มมีกระแสตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของอุตสาหกรรมนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในมุมของนักลงทุนที่กังวลว่ามูลค่ากิจการของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีอาจถูกประเมินไว้สูงเกินจริง
รวมถึงข้อสังเกตเรื่องการทำธุรกรรมแบบหมุนเวียนที่บริษัทเหล่านี้อาจให้เงินทุนสนับสนุนและทำธุรกิจกันเองภายในกลุ่ม
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก AMRO ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียน+3 มีสัดส่วนขับเคลื่อนการเติบโตสูงถึง 2 ใน 3 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ทั่วโลก
ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงประเมินว่า หากความต้องการ AI ในตลาดโลกชะลอตัวลง อาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในปี 2027 ลงได้ถึง 1.5% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 4.1%
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ความผันผวนในอุตสาหกรรม AI กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้
นอกจากนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังได้ประเมินความเสี่ยงด้านอื่น ๆ ควบคู่กันไป เช่น ปัญหาความชะงักงันด้านการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซที่อาจยืดเยื้อ
ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจราว 0.6% ตลอดจนผลกระทบเชิงลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างปรากฏการณ์เอลนีโญ
ในด้านตลาดทุน ตลาดหุ้นบางแห่งในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ มีสัดส่วนการลงทุนกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรม AI ค่อนข้างสูง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากหากมีการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ใหม่อย่างกะทันหัน
ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและฮ่องกงก็มีความเคลื่อนไหวเชื่อมโยงกับสินทรัพย์กลุ่มเทคโนโลยีและ AI ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ทำให้ผลกระทบสามารถลุกลามถึงกันได้ทันที แม้จะไม่มีปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศมากระตุ้นก็ตาม
AMRO ระบุว่า "หากราคาสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ถูกปรับฐานอย่างรุนแรง ผลกระทบอาจลุกลามไปสู่ระบบการเงินในวงกว้าง ผ่านการบังคับขายสินทรัพย์เพื่อลดภาระหนี้ (Forced Deleveraging) ซึ่งจะส่งผลให้ภาวะสินเชื่อในระบบตึงตัวขึ้น"
ปัจจุบัน AMRO กำลังติดตามตัวชี้วัดต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินโอกาสที่จะเกิดการปรับฐานในตลาด AI โดยพิจารณาตั้งแต่การประเมินมูลค่าของบริษัท ภาระหนี้สิน แหล่งเงินทุน ไปจนถึงความต้องการที่แท้จริงในตลาด
ทั้งนี้ ในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ AMRO ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า "แม้ขณะนี้จะเริ่มมีสัญญาณเตือนปรากฏให้เห็นบ้างแล้ว แต่เราประเมินว่าสถานการณ์ยังไม่รุนแรงถึงขั้นน่าวิตกกังวล"







