


ไวรัลเมนูอำลา! ร้านอาหารอาร์เจนฯ ปั้นเมนูหน้า "เมสซี" สดุดีตำนาน
ร้านอาหารในอาร์เจนตินา รังสรรค์เมนูเนื้อทอดชุบเกล็ดขนมปังรูปหน้าเมสซี เพื่อแทนคำขอบคุณและเชิดชูเกียรติตำนานเบอร์ 10 หลังประกาศแขวนสตั๊ดทีมชาติอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันอังคารที่ 1 กันยายน ร้านอาหารแห่งหนึ่งในประเทศอาร์เจนตินาร่วมสดุดี ลิโอเนล เมสซี ยอดดาวเตะระดับตำนาน ด้วยการสร้างสรรค์เมนูเนื้อชุบเกล็ดขนมปังทอด หรือ "มิลานีส" (Milanesa) โดยปั้นและตกแต่งชิ้นเนื้อให้เป็นรูปใบหน้าของซูเปอร์สตาร์ลูกหนังขวัญใจคนทั้งชาติ
ทางร้านตั้งชื่อเมนูพิเศษนี้ว่า "ลา มิลาเมสซี" (La Milamessi) ซึ่งผลงานศิลปะบนจานอาหารชิ้นนี้เป็นฝีมือของ ดาเมียน ซานอตติ (Damian Zanotti) เชฟประจำร้าน El Antojo ในกรุงบัวโนสไอเรส
เชฟดาเมียนเล่าถึงเบื้องหลังว่า เขาใช้ภาพถ่ายของเมสซีเป็นต้นแบบ ค่อยๆ ขึ้นรูปชิ้นเนื้ออย่างพิถีพิถัน จากนั้นนำไปชุบไข่และคลุกเกล็ดขนมปังจนออกมาสมบูรณ์แบบ
ทันทีที่ภาพเมนูนี้เผยแพร่ออกไปก็กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่เมสซีเพิ่งประกาศอำลาทีมชาติอาร์เจนตินา
"ผมคิดว่าการทำมิลานีสชิ้นสุดท้ายเพื่อเมสซี ในวันที่เขาจะไม่ได้สวมเสื้อทีมชาติอีกแล้ว ถือเป็นการสดุดีอย่างหนึ่งครับ มันทำให้เรารู้สึกว่าเขายังคงอยู่ใกล้ชิดกับพวกเราเสมอ" เชฟซานอตติกล่าว
ด้าน คริสเตียน ฟรังโก (Christian Franco) เจ้าของร้าน El Antojo เผยความตั้งใจว่า เมนูนี้เปรียบเสมือนตัวแทนคำขอบคุณจากชาวอาร์เจนตินาถึงเมสซี สำหรับทุกความทุ่มเทเพื่อทีมชาติและความสุขมหาศาลที่เขามอบให้กับคนทั้งประเทศ
"วันนี้เราทำเมนูมิลานีสที่พวกเราไม่อยากทำมากที่สุด... เพราะมันคือมิลานีสเพื่อบอกลาตำนานหมายเลข 10 ของพวกเราครับ" ฟรังโกกล่าวด้วยความตื้นตัน
ลิโอเนล เมสซี เพิ่งประกาศอำลาทีมชาติอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ (31 ส.ค.) ปิดฉากเส้นทางการรับใช้ทัพ "ฟ้าขาว" อย่างยิ่งใหญ่ ในฐานะกัปตันทีมผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จจากการพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2022 และทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งในปี 2026
เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 8 สมัยผู้นี้ อำลาทีมชาติไปพร้อมกับสถิติสูงสุดตลอดกาลของอาร์เจนตินา ด้วยผลงานลงสนาม 207 นัด และทำไปถึง 125 ประตู จากจุดเริ่มต้นที่เคยมีบาดแผลและความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับแฟนบอลในประเทศ
เมสซีฝ่าฟันอุปสรรคจนพลิกฟื้นเส้นทางของตัวเอง กลายเป็นบทพิสูจน์และชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอาร์เจนตินาอย่างแท้จริง









