posttoday
ข้อมูลรั่วซ้ำซาก ปัด ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ดีอี ตั้ง “PDPC ” ไว้ทำไม

ข้อมูลรั่วซ้ำซาก ปัด ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ดีอี ตั้ง “PDPC ” ไว้ทำไม

05 สิงหาคม 2569

กฎหมายแรง แต่การบังคับใช้ยังอ่อน ถึงเวลาตั้งคำถาม มี สำนักงานคุ้มครองข้อมูลฯ “PDPC ” ไว้ทำไม ปมเคสข้อมูลรั่วล่าสุด ปัด ผิด พ.ร.บ.คอมพ์ ไม่ใช่ “ข้อมูลรั่ว”

เพราะภัยมิจฉาชีพออนไลน์  ข้อมูลประชาชนรั่วไหล สู่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้ประชาชนถูกหลอกลวงจนสูญเสียเงิน หรือ บางคนถึงขนาดเสียชีวิต ทำให้รัฐบาลในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี เกิด 2 กฎหมายสำคัญคือ 

 

พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ทำงานภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์เพื่อไม่ให้มีช่องโหว่ถูกเจาะระบบ

 

และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562  ภายใต้การทำงานของ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) 

 

แต่ปัญหาข้อมูลรั่ว ก็ยังคงมีให้เห็นมาโดยตลอด และทุกครั้งบทบาทของ PDPC คือการตั้งรับ ไม่ใช่การแจ้งเตือนประชาชนก่อน กล่าวคือ ถ้าไม่เป็นข่าวดัง ไม่มีทางที่หน่วยงานที่ผิดพลาดจะออกมาเตือนประชาชนก่อนตามกฎหมาย 

 

หน่วยงานที่ปล่อยให้ข้อมูลหลุด ต้องแจ้งเหตุรั่วไหลให้ สคส. ทราบภายใน 72 ชั่วโมง นับแต่รู้เรื่อง เว้นแต่ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพแจ้งเจ้าของข้อมูลทราบทันที หากการรั่วไหลนั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพต้องพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมตามมาตรฐาน มิฉะนั้นจะมีความผิดฐานบกพร่อง


ทั้งนี้ โทษปรับทางปกครอง ของกฎหมายนี้ ปรับสูงสุด 3 ถึง 5 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการละเมิด หากองค์กรหรือหน่วยงานปล่อยให้ข้อมูลรั่วไหลเพราะไม่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้ดี และผู้เสียหายยังฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ แต่ผู้เสียหายต้องมาร้องเรียนเอง และพิสูจน์ทราบให้รู้ให้ได้ว่า เสียหายจากเรื่องดังกล่าว อย่างไร

 

ขณะที่โทษทางอาญานั้น กรณีเจ้าหน้าที่หรือผู้มีหน้าที่ นำข้อมูลไปเปิดเผยผู้อื่นโดยมิชอบ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

ส่วนผู้ที่นำลิงก์หรือข้อมูลที่รั่วไหลไปโพสต์ ส่งต่อ หรือเผยแพร่ซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 7 หรือมาตรา 14


ในกรณีที่มีข้อมูลรั่วล่าสุด ของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งเลขบัตรประจำตัวประชาชน รูปหน้าบัตร ชื่อ นามสกุล และที่อยู่ตามบัตรประชาชน นั้น พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แจ้งว่า ไม่ใช่ข้อมูลรั่ว 

 

แต่เป็นการนำเอาข้อมูลหรือลิงก์โปรแกรมช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่สร้างขึ้นโดยผิดกฎหมายจากเครือข่ายมิจฉาชีพ จึงเป็นการเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยเฉพาะ เข้าข่ายการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 7 โดยมิใช่กรณีข้อมูลหลุดโดยทั่วไป

 

การดำเนินการกับผู้นำข้อมูลมาโพสต์หรือเผยแพร่ ซึ่งถือเป็น “ปลายน้ำ” หากบุคคลดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาต การกระทำดังกล่าวก็จะเป็นการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ

 

คำถามคือ แล้ว PDPC มีไว้ทำไม ข้อมูลรั่ว ก็คือ รั่ว ถ้าไม่รั่ว จะมีคนนำข้อมูลจากไหนมาเผยแพร่ และ หน่วยงานที่ทำข้อมูลรั่ว ต้องมีความผิดหรือไม่ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่หน่วยงานต่างๆ ทำข้อมูลรั่ว แต่กลับเห็นเพียงไม่กี่หน่วยงานที่ออกมาเตือนประชาชนตามกฎหมาย

 

ทำไมประชาชนที่เดือดร้อนจากข้อมูลรั่ว เพราะข้อมูลอยู่ในมือของมิจฉาชีพ ที่จะหลอกลวงเรา คือ คนใกล้ชิดของเรา เมื่อไหร่ ก็ได้ คือคนที่รู้คนสุดท้ายทุกครั้ง ทั้งๆที่เจตนารมย์ของการตั้งหน่วยงาน PDPC คือการปกป้องประชาชน ใช่หรือไม่

ข่าวล่าสุด

ไทยย้ำจุดยืนชัด ปัดตก SpaceX ลงทุนดาวเทียม 100% หวั่นกระทบอธิปไตย

ไทยย้ำจุดยืนชัด ปัดตก SpaceX ลงทุนดาวเทียม 100% หวั่นกระทบอธิปไตย