
ไทยย้ำจุดยืนชัด ปัดตก SpaceX ลงทุนดาวเทียม 100% หวั่นกระทบอธิปไตย
พาณิชย์แสดงจุดยืนชัดไม่อนุญาตให้ SpaceX เข้ามาถือหุ้น 100% เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ในไทยอย่างเด็ดขาด หวั่นกระทบอธิปไตยของชาติ
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า รัฐบาลไทยยันไม่อนุญาตให้บริษัท SpaceX ของอีลอน มัสก์ เข้ามาถือหุ้น 100% เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ในไทยอย่างเด็ดขาด
เนื่องจากเป็นกิจการโทรคมนาคมดาวเทียมวงโคจรต่ำที่กระทบต่ออธิปไตยของชาติ โดยกฎหมายไทยอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมได้สูงสุดเพียง 49% เท่านั้น
รัฐบาลไทยแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยประกาศเตรียมปฏิเสธการอนุญาตให้บริษัทจากสหรัฐอเมริกาเข้ามาจัดตั้งธุรกิจและเป็นเจ้าของกิจการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมแบบ 100% ในประเทศไทย
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นไพ่ต่อรองสำคัญที่ไทยเตรียมไว้ใช้เจรจาการค้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ ยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงปลายเดือนนี้
จุดยืนไทย โทรคมนาคมดาวเทียมคือเรื่องของอธิปไตย
การลงทุนในภาคส่วนโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมถือเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวสูงต่อความมั่นคงของชาติ กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประเด็นการลงทุนด้านดาวเทียมจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างแน่นอน
"มีเพียงภาคธุรกิจเดียวเท่านั้นที่เราไม่อยากให้พวกเขาเข้ามาลงทุน นั่นคือบริการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low-orbit telecommunication service) เพราะเป็นเรื่องของอธิปไตย... พูดกันตามตรง มีเพียงบริษัทเดียวในสหรัฐฯ ที่ต้องการเรื่องนี้อย่างจริงจัง นั่นก็คือสเปซเอ็กซ์ (SpaceX)" – กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจํากระทรวงพาณิชย์
Starlink กับความพยายามเจาะตลาดไทย
ช่วงที่ผ่านมา SpaceX บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ และดาวเทียมของมหาเศรษฐี อีลอน มัสก์ ซึ่งเพิ่งเสนอขายหุ้น IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเมื่อเดือนมิถุนายน เดินหน้าผลักดันอย่างหนักเพื่อขอเข้ามาทำตลาดในไทย หวังเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมภายใต้ชื่อ Starlink
อย่างไรก็ตาม แผนการนี้ต้องสะดุดกับกฎหมายโทรคมนาคมของไทยที่ค่อนข้างเข้มงวด ซึ่งกำหนดให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในกิจการโครงสร้างพื้นฐานบางประเภทได้สูงสุดเพียง 49% เท่านั้น สเปซเอ็กซ์จึงไม่สามารถเข้ามาเป็นเจ้าของกิจการแบบ 100% ได้ตามที่ต้องการ
ท่าทีดังกล่าวของรัฐบาลไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีรายงานอ้างอิงคำพูดของไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งระบุชัดเจนว่า
รัฐบาลได้ปัดตกข้อเสนอของ SpaceX ที่ขอตั้งบริษัทลูกแบบให้ต่างชาติถือหุ้นเต็ม 100% ไปตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ทั้งสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) และ SpaceX ยังคงสงวนท่าทีและไม่ออกมาให้ความเห็นใดๆ เกี่ยวกับประเด็นนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ทางการไทยจะปิดประตูสำหรับกิจการดาวเทียมไปแล้ว แต่รัฐบาลก็พร้อมแสดงความจริงใจบนโต๊ะเจรจาการค้า โดยรับปากจะสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม
พร้อมทั้งเตรียมปรับลดกำแพงภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าบางรายการ เพื่อรักษาสมดุลและความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ
สรุปท่าทีของไทยต่อการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ
|
ประเภทสินค้า |
ท่าทีของรัฐบาลไทย |
|
เครื่องบินพาณิชย์, ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG), ถั่วเหลือง และข้าวโพด |
ยินดีสั่งซื้อเพิ่มเติม |
|
เนื้อวัว, เนื้อแกะ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ |
เตรียมปรับลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% พร้อมยอมรับมาตรการของสหรัฐฯ |
|
เนื้อหมู |
ยืนกรานปฏิเสธการให้สิทธิพิเศษในการนำเข้าอย่างเด็ดขาด |
คุมกำแพงภาษีสู้เกณฑ์ USTR มาตรา 301
เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลไทยบนโต๊ะเจรจากับสหรัฐฯ คือการตรึงอัตราภาษีศุลกากรรวมให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 19% ซึ่งเป็นตัวเลขเดิมที่ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงกันไว้เมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ จะส่งผลให้ทิศทางนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปลี่ยนไป
ขณะนี้ ภาคการส่งออกของไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เดินหน้าตรวจสอบหลายกรณีภายใต้กฎหมายการค้ามาตรา 301 (Section 301) โดยพุ่งเป้าไปที่ข้อกล่าวหาเรื่องการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ไทยต้องแบกรับกำแพงภาษีสูงถึง 12.5% หลังจาก USTR ใช้มาตรการตอบโต้ 60 ประเทศที่สหรัฐฯ ประเมินว่าหย่อนยานในการสกัดกั้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนไทยอีกหนึ่งกรณีในประเด็นเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งจุดนี้เองที่รัฐบาลไทยต้องงัดชั้นเชิงและศิลปะในการเจรจามาใช้ เพื่อดึงอำนาจต่อรองทางภาษีกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด
ท้ายที่สุด การปฏิเสธข้อเสนอขอลงทุน 100% ของ SpaceX ในโครงการ Starlink ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า รัฐบาลไทยกำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องอธิปไตยทางดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานของชาติ ไปพร้อมกับการเดินเกมยืดหยุ่นในภาคเกษตรและพลังงาน เพื่อใช้เป็นไพ่ต่อรองเรื่องกำแพงภาษีกับสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม







