
กกร.ชี้เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ไทยมีโอกาสเร่งดึง AI-เงินลงทุนต่างชาติ หนุนรายได้เพิ่ม
กกร. ชี้เศรษฐกิจโลกครึ่งหลังผันผวน ไทยควรเร่งคว้าโอกาส AI–FDI เพิ่ม Local Content ยกระดับเศรษฐกิจสู่รายได้สูง หนุน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ กรอ.เพื่อดึงดูดการลงทุน
KEY
POINTS
- กกร. ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังผันผวน แต่ไทยยังมีโอกาสเติบโตจากกระแสเทคโนโลยี AI และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
- โจทย์สำคัญคือการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ต้องเร่งยกระดับการใช้ Local Content พัฒนา Supply Chain และสร้างงานคุณภาพเพื่อกระจายรายได้
- สนับสนุนการผลักดัน 5 ยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ของ กรอ. เช่น AI & Digital Hub และ Green Economy เพื่อดึงดูดการลงทุนและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ประเทศรายได้สูง
เศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แรงกดดันเงินเฟ้อ และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI ที่กำลังทำให้การเติบโตของแต่ละประเทศแตกต่างกันมากขึ้น จนเกิดภาพเศรษฐกิจแบบ “K-Shape” ที่บางกลุ่มเติบโตแรง ขณะที่บางกลุ่มยังเผชิญแรงกดดัน
ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) มองว่า ไทยยังมีโอกาสจากกระแสการลงทุนและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะ AI และการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) แต่โจทย์สำคัญคือการทำอย่างไรให้ไทยสามารถเปลี่ยนโอกาสเหล่านี้เป็น “มูลค่าเพิ่ม” ที่เกิดขึ้นในประเทศ
ทั้งการยกระดับ Local Content การสร้าง Supply Chain และการพัฒนางานคุณภาพ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างทั่วถึงและก้าวสู่ประเทศรายได้สูงในระยะต่อไป
ซึ่งในที่ประชุม คณะกรรมการ กกร. ประจำเดือนสิงหาคม 2569โดยมี นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธาน กกร.เป็นประธานในการประชุม
พร้อมด้วย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานร่วมในการประชุม ระบุว่า
เศรษฐกิจโลกช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เผชิญความไม่แน่นอนสูง ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเทรนด์เทคโนโลยี AI ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในแบบ K-shape สะท้อนจากมุมมองของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในการปรับประมาณการจีดีพีปี 2569
โดยกลุ่มประเทศซึ่งมีการนำเข้าพลังงานในระดับสูงมีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนกลุ่มประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสดิจิทัลขยายตัวได้ดีขึ้น ซึ่งประกอบด้วยชาติเอเชียรวมทั้งไทย
ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อซึ่งสูงขึ้นหลังเหตุการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ทำให้ตลาดคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเอเชียอ่อนค่าจากการบริหารค่าเงินเยนด้วยสกุลเงินยูโร โดยธนาคารกลางพันธมิตรซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ในการดำเนินนโยบายการเงิน
เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายจากการปรับตัวและ capture โอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มตามกระแสดิจิทัลของโลก แม้การส่งออกและการลงทุนมีแนวโน้มเติบโตดี โดยมูลค่าการส่งออกไทยครึ่งปีแรกขยายตัวสูง 17.6%YoY จากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี (สัดส่วน 26.5%) ที่เติบโตถึง 45.9%YoY ตามเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์โลก
อีกทั้งภาคการผลิตใน K ขาบนที่เติบโตสูง แต่ยังไม่สามารถส่งผ่านมูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งต้องเร่งยกระดับ local content จะช่วยตอบโจทย์ RVC รวมถึงการส่งเสริมการผลิตเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
ส่งเสริมให้เกิดการสร้าง supply chain ในประเทศ และการวางแผนการสร้างงานที่มีคุณภาพในอนาคต เพื่อให้ได้รับอานิสงส์จากคลื่นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มไหลเข้าสู่ไทย
รวมถึงแยกแยะกลุ่ม K ขาลงให้ชัดเจนในรายอุตสาหกรรม เพื่อให้การช่วยเหลือและสนับสนุนได้อย่างตรงจุด
กกร. สนับสนุนให้เกิดการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลที่อัพเดท ครอบคลุม และมีกลไกตรวจสอบความถูกต้องอย่างแม่นยำ เพื่อนำไปสู่การออกแบบมาตรการที่เหมาะสม ตรงจุด วัดผลได้ และช่วยให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพสูงสุด อาทิ ข้อมูล รง. 8 ซึ่งเป็นข้อมูลการผลิตของผู้ประกอบกิจการโรงงาน ทำให้สามารถต่อยอดสู่การยกระดับธุรกิจไทยได้หลายมิติ
โดยเฉพาะการสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand: MiT) รวมถึงการมีข้อมูลโครงสร้างการผลิตและการใช้ Local content
ตลอดจนข้อมูลแรงงาน และ supply chain เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของธุรกิจที่อยู่ใน K-shape ขาลง เพื่อให้เกิดทั้งอุปสงค์และอุปทานที่ตรงเป้ากว่าเดิม สร้างโอกาสและรายได้ให้ผู้ประกอบการ และใช้ทรัพยากรการคลังได้คุ้มค่า มีประสิทธิภาพอย่างเป็นองค์รวม
นอกจากนี้ กกร. สนับสนุนการบูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงานภาครัฐและเอกชน (Connect the dots) มีฐานข้อมูลที่อัพเดท เชื่อถือได้ และครอบคลุม ก้าวไปสู่การเป็น Open government ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการแบ่งประเภทความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบล่าสุด ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลตรงกับความจำเป็นและเป็นธรรม ลดการเอาเปรียบจากช่องโหว่กฎหมาย มีการตรวจสอบการใช้นอมินี เป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่จำเป็นผ่านระบบออนไลน์ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศด้วยข้อมูล
สอดคล้องกับแนวทาง Reinvent Thailand และเป็นเรื่องเดียวกันกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ และเงินบาทที่หายไปจากระบบตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงการยกระดับพื้นที่ EEC ให้เป็นพื้นที่นำร่องในการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจในรูปแบบ One stop service ผ่าน พรบ. อำนวยความสะดวกฯ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐกับรัฐ และหน่วยงานรัฐกับเอกชนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
กกร. พร้อมร่วมผลักดันการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของ กรอ. ประกอบด้วย
- Investment & Industry Transformation Hub
- AI & Digital Hub
- Green Economy
- Financial Hub
- Medical Hub
ซึ่งเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย โดยนักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้ม FDI ระยะข้างหน้าที่เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 5.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2578
ซึ่งไทยเป็นประเทศเป้าหมายของการลงทุนไม่แพ้เพื่อนบ้าน สอดคล้องกับการขอรับการลงทุนผ่าน BOI ครึ่งปีแรกที่ 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากปีที่ก่อน ทิศทางดังกล่าวถือเป็นปัจจัยหนุนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อเร่งรัดการเติบโตสู่ประเทศรายได้สูงในอนาคต







