
“ทลายคอกม้ารังมังกร อันดับ 3 ปอยเปต” รวบ 10 ผู้ต้องหาไทย-จีน-กัมพูชา
ACSC ร่วม CIB ทลายเครือข่ายฟอกเงิน "คอกม้ารังมังกร" รวบหัวหน้าฝั่งไทยและล่ามจีนคาโรงแรม ส่วนบอสใหญ่และพวกหนีซุกกัมพูชา พบเงินหมุนเวียนหลักร้อยล้านเร่งขยายผลต่อ
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา แถลงผลปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร อันดับ 3 ปอยเปต” กวาดล้างโครงสร้างระดับสั่งการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ
ออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 10 คน ทั้งคนไทย คนจีน และกัมพูชา
1) นายกฤตพัฒน์ หรือเฟรม (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี (จับกุมแล้ว) - หัวหน้าเครือข่ายฝั่งไทย ผู้ควบคุมและสร้างคอกม้า รวมถึงบริหารจัดการการฟอกเงิน โดยรับคำสั่งตรงจากบอสจีน
2) นายสิทธิ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี (จับกุมแล้ว) - ม้าตัวแทนระดับสูง เป็นผู้ทำธุรกรรมต่าง ๆ ตามคำสั่งนายเฟรม และให้นายเฟรมใช้ชื่อ เอกสาร และบัญชี ในการทำธุรกรรม
3) นายพลธวัฒน์ หรืออาเซน (สงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี (จับกุมแล้ว) – เป็นล่ามคอยถ่ายทอดคำสั่ง จาก บอสจีนส่งให้นายเฟรมโดยตรง
4) นางสาวณัฐพร (สงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี (จับกุมแล้ว) - แฟนของนายพลธวัฒน์ฯ คอยช่วยเหลือ นายพลธวัฒน์ฯ ในการจัดหาบัญชี และอื่น ๆ
5) นายจิรายุ หรือเบนซ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี (อยู่ระหว่างติดตามตัว) – ลูกน้องคนสำคัญของ นายเฟรม เป็นกรรมการนิติบุคคลม้า เป็นบัญม้าผู้ควบคุมบัญชีม้า ขณะโอนเงิน หรือถอนเงิน โดยมีพฤติการ์เดินทางข้ามไปฝั่งกัมพูชาเพื่อรับคำสั่งจากอาเทา
6) น.ส.ธนสร (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี (อยู่ระหว่างติดตามตัว) –ภรรยานายจิรายุ คอยช่วยเหลือ นายจิรายุในการควบคุมบัญชีม้า และทำภารกิจตามคำสั่งนายเฟรม
7) นายปิติ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี (อยู่ระหว่างติดตามตัว) - ลูกน้องคนสำคัญของนายเฟรม ม้าตัวแทนระดับสูง เป็นผู้ทำภารกิจต่าง ๆ ตามคำสั่งนายเฟรม และให้นายเฟรมใช้ชื่อ เอกสารส่วนบุคคล และบัญชี ในการทำธุรกรรม
8) อาเทา สัญชาติจีน (อยู่ระหว่างติดตามตัว) – บอสใหญ่ฝ่ายการเงิน ลักษณะเป็นบริษัททำหน้าที่รับ ฟอกเงินให้กับแก๊งสแกมเมอร์
9) MR.XIONG หรือเหลาฉง สัญชาติจีน อายุ 35 ปี (อยู่ระหว่างติดตามตัว) – ทำหน้าที่คุมทีมม้ากดเงินสดและคุมการซื้อทองคำแท่งในไทยป้องกันการเชิดเงินหนี
10) MR.Nov Sopheak หรือเปรียว สัญชาติกัมพูชา (อยู่ระหว่างติดตามตัว) – เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา ทำหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่อยู่ฝั่งกัมพูชา
โดยผู้ต้องหาที่ 1 – 8 ทั้ง 8 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร, ร่วมกันฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน”
ผู้ต้องหาที่ 9 – 10 ทั้ง 2 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันเป็นซ่องโจร”
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างสืบสวนดำเนินคดีกับผู้ต้องหาอีกอย่างน้อย 31 ราย และ 3 นิติบุคคล ได้แก่
11) นางสาว ก. (สงวนชื่อ-สกุล) อายุ 45 ปี - กลุ่มบุคคลซึ่งส่งมอบเอกสารไปให้นายเฟรมทำธุรกรรมต่าง ๆ
12) นางสาว ย. (สงวนชื่อ-สกุล) อายุ 43 ปี - กลุ่มบุคคลซึ่งส่งมอบเอกสารไปให้นายเฟรมทำธุรกรรมต่าง ๆ
13) นาย ฐ. (สงวนชื่อ-สกุล) อายุ 33 ปี - กลุ่มบุคคลซึ่งส่งมอบเอกสารไปให้นายเฟรมทำธุรกรรมต่าง ๆ
14) กลุ่มบัญชีม้า อีก 28 ราย – หลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้าบัญชี และทำการโอนต่อไปยังแพลตฟอร์มลงทุน W เพื่อทำการฟอกเงิน
15) บริษัท ศรีมาดา จำกัด (กลุ่มนิติบุคคลม้า)
16) บริษัท เฟรมโมบาย แอนด์เซอร์วิส จำกัด (กลุ่มนิติบุคคลม้า)
17) บริษัท ชนกนันท์ ลักชัวรี่ แบรนด์เนม จำกัด (กลุ่มนิติบุคคลม้า)
พฤติการณ์
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เปิดปฏิบัติการ “ทลายคอกม้ารังมังกร” ทลายโครงสร้างระดับสั่งการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการฟอกเงินข้ามชาติ (ภาค 3) สามารถสืบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาสำคัญระดับสั่งการได้ 10 ราย และดำเนินคดีฝ่ายสนับสนุนได้อีกอย่างน้อย 31 ราย และ 3 นิติบุคคล พร้อมยึดหลักฐานตรายางและเอกสารเปิดบริษัทนิติบุคคลผีกว่า 20 แห่ง
ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่องจาก ภาค 1 (ทลายปาร์ตี้คอกม้าพูลวิลล่า เมื่อเดือนมกราคม 2569) ที่ตำรวจได้เข้าจับกุมเครือข่ายบัญชีม้า 9 รายที่ตระเวนเก็บเงินสดจากเหยื่อ ซึ่งสร้างความเสียหายรวมกว่า 30 ล้านบาท นำไปสู่การขยายผล ภาค 2 (ทลายขบวนการ “ฟอกเงิน–ฟอกคน” ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เดือนมีนาคม 2569) บุกค้นเซฟเฮาส์คอนโดหรูย่านห้วยขวางและจับกุมผู้ต้องหาเพิ่ม 8 ราย พบรูปแบบการ ฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มเทรดหุ้น การซื้อทองคำ และใช้โรงเรียนสอนภาษาบังหน้าเพื่อ “ฟอกคน” ข้ามชาติ โดยมีเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน และล่าสุดในปฏิบัติการนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนเชิงลึกจนสามารถถอนรากถอนโคนกลุ่มผู้บริหารจัดการเงินดำฝั่งประเทศไทยได้สำเร็จ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.บุกรวบตัวการใหญ่ระดับสั่งการฝั่งไทยคาโรงแรมหรู ช็อกหมดสติวินาทีถูกจับ
การติดตามตัว นายกฤตพัฒน์ หรือ เฟรม (ผู้ต้องหาที่ 1) ซึ่งเป็นตัวการหลักระดับสั่งการในไทย ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติการณ์หลบหนีที่รัดกุม ใช้วิธีย้ายที่พักตามโรงแรมหรูไปเรื่อย ๆ ไม่ออกมาจากห้องพัก สั่งห้ามแม่บ้านโรงแรมเข้าทำความสะอาดเด็ดขาด และใช้บุคคลอื่นทำธุรกรรมแทนทั้งหมด รวมถึงใช้ซิมโทรศัพท์กว่า 10 หมายเลขที่เป็นชื่อผู้อื่น เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ไปเรื่อย ๆ และสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันโดยให้ไปส่งยังสถานที่อื่นเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
ชุดสืบสวนได้แกะรอยจนพบว่านายเฟรม พักอยู่ร่วมกับ นายสิทธิ (ผู้ต้องหาที่ 2) ซึ่งเป็นนอมินีคนสำคัญ ทั้งสองกบดานอยู่ที่โรงแรมหรูย่านหลังสวน ชุดสืบสวนจึงไปดักซุ่มจนพบนายสิทธินั่งโดยสารรถจักรยานยนต์ออกไปทำธุรกรรม จึงดักรอจนนายสิทธิกลับเข้าห้องพักอีกครั้ง จากนั้นชุดสืบสวนได้นำกำลังบุกเข้าจับกุม ขณะเข้าจับกุมพบนายสิทธิ นายเฟรม และบุคคลอื่นอีก 3 คน อยู่ภายในห้องเดียวกัน ตรวจค้นตัวนายเฟรมและภายในห้องพบยาบ้ากว่า 70 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ โดยในวินาทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงตัวเข้าจับกุม นายเฟรมมีอาการตกใจสุดขีดจนช็อกหมดสติล้มลง เจ้าหน้าที่ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลและประสานรถพยาบาลฉุกเฉินนำตัวส่งรักษาที่ห้อง ICU นานหลายวัน จนกระทั่งแพทย์ระบุว่าพ้นขีดอันตราย จึงคุมตัวส่งดำเนินคดี
2.ตัดวงจรล่ามข้ามชาติ และยึดตรายางม้านิติบุคคลกว่า 20 บริษัท
เจ้าหน้าที่สืบสวนติดตามตัว นายพลธวัฒน์ หรือ อาเซน (ผู้ต้องหาที่ 3) จากรถยนต์ที่ใช้งาน จนสามารถเข้าจับกุมตัวได้ที่หอพักแห่งหนึ่งใน จังหวัดชลบุรี โดยนายพลธวัฒน์ทำหน้าที่เป็น “ล่าม” คอยรับคำสั่งภาษาจีนจากบอสใหญ่ ฝั่งกัมพูชา แล้วนำมาแปลถ่ายทอดคำสั่งให้นายเฟรม เพื่อสั่งการเครือข่ายฝั่งไทยในการทำภารกิจต่าง ๆ และในเวลาต่อมาได้จับกุม น.ส.ณัฐพร (ผู้ต้องหาที่ 4) ซึ่งเป็นแฟนของนายพลธวัฒน์ และเป็นอดีตผู้ต้องหาเดินสายขายบัญชีม้า ได้ที่จังหวัดสมุทรปราการ
จากการตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหารายต่าง ๆ พบตรายางและเอกสารการจดทะเบียนบริษัทมากกว่า 20 บริษัท ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นโดยกลุ่มเครือข่ายของนายเฟรม เพื่อใช้เป็น “ม้านิติบุคคล” และเป็นช่องทางในการ นำเงินดำมาฟอกผ่านบัญชีบริษัท นอกจากนี้ยังพบการนำเงินที่หลอกลวงผู้เสียหายไปโอนเข้าแพลตฟอร์ม การลงทุน W เพื่ออำพรางเส้นทางการเงินก่อนกระจายเข้าบัญชีม้าแถวถัดไป นำไปสู่การสืบสวนดำเนินคดีกับ กลุ่มบัญชีม้าอีก 28 ราย ที่ใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวในการฟอกเงิน
พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายจับตัวการสำคัญที่ตั้งฐานที่มั่นอยู่ในฝั่งประเทศกัมพูชาได้อีก 3 ราย ประกอบด้วย อาเทา (ชายชาวจีน) บอสใหญ่ฝ่ายการเงิน ที่ทำธุรกิจรับฟอกเงินดำให้กับแห๊งสแกมเมอร์, เหลาฉง (ชายชาวจีน) ผู้คุมทีมม้ากดเงินสดและซื้อทองคำ และ เปรียว (เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชา) ทำหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือสมาชิกที่อยู่ฝั่งกัมพูชา
ทั้งนี้ จากผลปฏิบัติการกวาดล้างและปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และกลุ่มทุนจีนสีเทา อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องของตำรวจสอบสวนกลาง ส่งผลให้ขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้เกิดความหวาดกลัวและหนีตายแตกกระจายกัน การก่ออาชญากรรมในลักษณะนี้จึงทำได้ยากและมีแนวโน้มลดลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การลักลอบเข้าเมืองหรือการเคลื่อนย้ายหลบหนีของกลุ่มคนจีนสีเทาก็ทำได้ยากลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากการตรวจตราและสกัดกั้นอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ สอดคล้องกับเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงนราธิวาสได้ไล่ล่าสกัดจับกลุ่มชาวจีนที่พยายามขับรถฝ่าด่านหลบหนีไกลกว่า 30 กิโลเมตร จนรถเสียหลักตกข้างทาง สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนได้ 3 ราย และคนนำพาชาวไทย 1 ราย ขณะพยายามหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งคาดว่ามีความเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์เช่นเดียวกัน ปฏิบัติการทั้งหมดนี้คือเครื่องยืนยันว่า ตำรวจสอบสวนกลางจะสกัดกั้นและปราบปรามทุกวิถีทาง เพื่อไม่ให้มิจฉาชีพเหล่านี้มีที่ยืนในประเทศไทยอีกต่อไป







