
นักวิชาการ มธ. หนุน 'Lemon Law' อุดช่องว่าง-ตอบโจทย์ผู้บริโภค
นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน "ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง" เพิ่มความคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค – ลดข้อพิพาทผู้ซื้อกับผู้ขาย ชี้ยังมีช่องว่าง เสนอให้กฎหมายครอบคลุม และรองรับเทคโนโลยีอนาคต
ผศ. ดร.เอมผกา เตชะอภัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง พ.ศ. .... หรือ กฎหมาย Lemon Law ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้า ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 หรือกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถทำได้
เนื่องจากไม่มีความชัดเจนพอ เช่น ไม่กำหนดแนวทางเยียวยา ระยะเวลาในการเยียวยา ฯลฯ รวมถึงไม่เอื้อให้เกิดการพิสูจน์ความชำรุดของสินค้า จนทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายที่ไม่ลงตัว จนกลายเป็นเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานรัฐก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้เต็มที่ เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่าจะแก้ได้ด้วยวิธีการไหนได้บ้าง
ผศ. ดร.เอมผกา กล่าวต่อไปว่า ขณะที่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ มีการกำหนดสาระสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่ชัดเจนมากขึ้น โดยอย่างน้อยใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1. การกำหนดสิทธิของผู้บริโภคในกรณีที่ได้รับสินค้าที่ชำรุดบกพร่องที่เป็นระบบและชัดเจนขึ้น เช่น มีสิทธิส่งสินค้าซ่อม เปลี่ยนสินค้า ยกเลิกสัญญา เรียกค่าสินไหมทดแทน ฯลฯ 2. การกำหนดข้อสันนิษฐานในการชำรุดบกพร่องของสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ในการกล่าวอ้างได้เมื่อได้รับสินค้าชำรุดบกพร่อง
3. การแบ่งประเภทสินค้าและเกณฑ์ในการจัดการสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบที่เหมาะสมตามประเภทสินค้า โดยมีการแบ่งเป็นสินค้าทั่วไป รถยนต์ จักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 4. การกำหนดสิทธิหน้าที่ของผู้ให้เช่าซื้อหรือก็คือสถาบันการเงินในการรับผิดชอบสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องใช้สินเชื่อในการเช่าซื้อสินค้า (ชำระราคาเช่าซื้อเป็นงวด) เช่น รถยนต์ และโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ปัจจุบันพบเจอปัญหาบ่อย ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคสามารถขอขยายระยะเวลาในการผ่อนได้หากพบว่ารถยนต์ชำรุดบกพร่อง และไม่ได้ใช้งานสินค้านั้น เพราะต้องไปซ่อม
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าว เริ่มเขียนและผลักดันมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งแม้จะมีการปรับแก้รายละเอียดของร่างกฎหมายอยู่หลายครั้ง แต่ในรายละเอียดก็ยังคงมีจุดที่เป็นข้อน่ากังวลทั้งในแง่การตีความ และการบังคับใช้ ไปจนถึงความเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น การตีความข้อสันนิษฐาน ลำดับสิทธิในการเยียวยาที่แม้จะกำหนดมาเป็นระบบ แต่ภาษากฎหมายมีรายละเอียดที่เข้าใจยาก ภาษาเทคนิคค่อนข้างเยอะ และสุดท้ายอาจนำมาซึ่งการถกเถียงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ขายในเรื่องสิทธิการเยียวยาเช่นเดิม
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องระยะเวลาในการเยียวยาบางกรณีที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงประเด็นเชิงรายละเอียดอย่างกรณีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีการใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งร่างกฎหมายนี้ไม่ได้กล่าวถึงกรณีสินค้าเหล่านี้ไม่ได้ชำรุดเชิงกายภาพ แต่ไม่สามารถใช้งานได้เพราะระบบซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัยจนใช้งานไม่ได้
ดังนั้น หลังจากนี้ที่ ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่องฯ จะเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้มีการนำร่างกฎหมายในเรื่องเดียวกันอีก 2 ฉบับ ที่ร่างโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค และอีกร่างของอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว มาพิจารณาในรายละเอียดควบคู่ไปด้วย
เพราะร่าง 2 ฉบับดังกล่าวพัฒนามาจากแนวคิดของการปรับปรุงร่างเดิม มีการระบุถึงเรื่องต่างๆ ค่อนข้างครอบคลุม ปรับภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้น เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดจากการตีความในอนาคต และเพิ่มเนื้อบางส่วนเพื่อให้กฎหมายก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยปิดช่องว่างให้กับร่างกฎหมายที่ ครม. เห็นชอบ และสร้างความพร้อมในการครอบคลุมสินค้าประเภทใหม่ๆ ที่มีความเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างครบถ้วน
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ปัจจุบันกฎหมายของต่างประเทศก้าวหน้าไปค่อนข้างมากแล้ว เช่น ปัจจุบันสหภาพยุโรป (EU) มีการปรับรายละเอียดของกฎหมายในหลายส่วน อาทิ การกำหนดให้สินค้าต้องซ่อมง่ายและชำรุดยาก เพื่อให้ผู้ประกอบการต้องทำให้สินค้ามีความคงทนสูง ใช้ได้นาน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะ และหนุนเสริมการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย
โดยประเด็นนี้ทาง สคบ. ก็มีความสนใจและมอบหมายให้ทาง มธ. ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัย และทำข้อเสนอในประเด็นเหล่านี้เช่นกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอในงานวิจัยชิ้นนี้จะถูกมาพิจารณาด้วย
คาดหวังว่าทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาเดินหน้าสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำให้กฎหมายมีความครอบคลุมชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อลดความกังวลของผู้ประกอบการที่กำลังคิดว่ากฎหมายนี้คือต้นทุนภาระ อยากให้มองว่าการที่มีกฎหมายนี้เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ในการทำการตลาดจำหน่ายสินค้า ทำให้สินค้าในไทยมีความน่าเชื่อถือ และสิทธิเรานี้เป็นเรื่องที่ต่างประเทศทั่วโลก ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนได้รับรองมานานแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่
ส่วนผู้บริโภคเองต้องกระตุ้นให้ตัวตื่นตัวกับเรื่องนี้ หันมาเลือกซื้อสินค้าที่มาตรฐาน คุณภาพในการผลิต มีความรับผิดชอบ และสามารถเรียกร้องปกป้องสิทธิของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดสัดส่วนของซื้อสินค้าไม่มีที่มาที่ไป หรือคุณภาพต่ำและพร้อมเป็นขยะในตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะเราต้องสร้างการบริโภคที่ลดการสร้างภาระผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกินจำเป็นด้วย







