
สวนดุสิตโพล เผยคนกรุงหนุน “ชัชชาติ” นำลิ่ว 60.08% นั่งผู้ว่าฯ กทม. ต่อ
สวนดุสิตโพล เผยคนกรุงหนุน “ชัชชาติ” นำลิ่ว 60.08% นั่งผู้ว่าฯ กทม. ต่ออีกสมัย นักวิชาการชี้คนเมืองเน้น “ผลงาน-ตัวบุคคล” เหนือแบรนด์พรรค
KEY
POINTS
- ผลสำรวจของสวนดุสิตโพลชี้ว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับคะแนนนิยมนำเป็นอันดับ 1 ที่ 60.08% สำหรับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไป ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ
- ฐานเสียงเดิมของนายชัชชาติมีความเหนียวแน่น โดยผู้ที่เคยลงคะแนนให้ในครั้งก่อนกว่า 73.72% ยืนยันว่าจะเลือกเขาอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า
- ผลโพลสะท้อนว่าคนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับ "ผลงานและตัวบุคคล" มากกว่าพรรคการเมือง ซึ่งเป็นแนวโน้มของ "การเมืองเชิงประสิทธิภาพ" ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสนับสนุนผู้ที่พิสูจน์ผลงานได้จริง
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพมหานคร เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง “การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 (ครั้งที่ 3)” ซึ่งทำการสำรวจทั้งทางออนไลน์และภาคสนาม จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,029 คน ระหว่างวันที่ 9-12 มิถุนายน 2569
พบว่าในส่วนของตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไปนั้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครในนามอิสระ ยังคงได้รับคะแนนนิยมมาเป็นอันดับ 1 สูงถึงร้อยละ 60.08 ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ที่ได้ร้อยละ 13.17 อย่างมีนัยสำคัญ ตามมาด้วย นางสาวมัลลิกา (อิสระ) ร้อยละ 7.39, นายอนุชา (พรรคประชาธิปัตย์) ร้อยละ 3.89, นายคมสัน (อิสระ) ร้อยละ 1.28 และ มล.กรกสิวัฒน์ (อิสระ) ร้อยละ 1.09 ขณะที่มีผู้ระบุว่าเลือกผู้สมัครคนอื่นๆ ร้อยละ 1.03 และยังมีกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจอีกร้อยละ 12.07
ขณะที่สนามเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ผลสำรวจสะท้อนว่ากลุ่มตัวอย่างตั้งใจจะเลือกผู้สมัครอิสระมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ที่ร้อยละ 35.39 รองลงมาคือผู้สมัครจากพรรคประชาชน ร้อยละ 28.88, พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.55, พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 9.96 และพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 1.58 โดยมีผู้เลือกพรรคอื่นๆ ร้อยละ 1.12 และยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 12.52
ทั้งนี้ เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมการเคลื่อนตัวของฐานเสียงเดิมจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2565 พบว่า กลุ่มที่เคยเลือกนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ส่วนใหญ่ร้อยละ 73.72 ยังคงเหนียวแน่นและเลือกนายชัชชาติต่อไป โดยมีเพียงร้อยละ 10.32 ที่เปลี่ยนไปเลือกนายชัยวัฒน์
ส่วนกลุ่มที่เคยเลือกนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร นั้น คะแนนเสียงค่อนข้างกระจายตัว โดยร้อยละ 44.12 ระบุว่าจะเลือกนายชัยวัฒน์ จากพรรคประชาชน และมีถึงร้อยละ 24.12 ที่เปลี่ยนมาเลือกนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แทน
นอกจากนี้ ในส่วนของฐานเสียงที่เคยเลือก ส.ส. ในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า กลุ่มที่เคยเลือกพรรคประชาชน ยืนยันจะเลือก ส.ก. ของพรรคประชาชนร้อยละ 52.88 แต่อีกร้อยละ 33.90 ระบุว่าจะหันไปเลือกผู้สมัครอิสระ เช่นเดียวกับฐานเสียงพรรคเพื่อไทยที่ระบุว่าจะเลือก ส.ก. ของพรรคเพื่อไทยร้อยละ 41.09 และเลือกผู้สมัครอิสระร้อยละ 32.73
ทางด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ได้วิเคราะห์ผลการสำรวจจากทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมาว่า คนกรุงเทพฯ ยังคงให้ความสำคัญกับตัวบุคคลเป็นหลัก โดยฐานเสียงเดิมของอดีตพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนในปัจจุบันส่วนหนึ่ง ยังไม่ได้เคลื่อนย้ายมาสนับสนุนนายชัยวัฒน์อย่างเบ็ดเสร็จ
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าคะแนนนิยมของพรรคการเมืองไม่ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคะแนนนิยมของตัวผู้สมัครโดยอัตโนมัติ และการยอมรับในตัวผู้สมัครยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้งของคนกรุง
สอดคล้องกับความเห็นของ ดร.งามประวัณ เอ้สมนึก คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ที่อธิบายว่า ผลโพลแสดงให้เห็นชัดเจนว่าคนกรุงเทพฯ ให้ความสำคัญกับ “ผลงานและตัวบุคคล” มากกว่าการเมืองแบบพรรคการเมือง โดยความนิยมในตัวนายชัชชาติสะท้อนถึงแนวโน้มของ “การเมืองเชิงประสิทธิภาพ” (Performance-based Politics) ที่ผู้สิทธิเลือกตั้งพร้อมสนับสนุนผู้ที่พิสูจน์ผลงานได้จริงเหนืออุดมการณ์
แม้ว่าพรรคประชาชนจะยังรักษาความแข็งแกร่งในฐานะพลังทางเลือกของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างได้ก็ตาม แต่การที่ผู้สมัครอิสระยังได้รับความนิยมสูงทั้งในระดับผู้ว่าฯ และ ส.ก. เป็นการส่งสัญญาณว่าคุณภาพและความสามารถในการแก้ปัญหามีน้ำหนักเหนือแบรนด์พรรคการเมือง ซึ่งในมิติทางรัฐศาสตร์ชี้ว่าการเมืองกรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่ยุคที่ประชาชนตัดสินใจจากผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้มากกว่าความนิยมเชิงอารมณ์ และอาจกลายเป็นทิศทางพฤติกรรมหลักของผู้มีสิทธิเลือกตั้งไทยในอนาคต







