
ย้อนรอย 200 ปี "พระที่นั่งพิมานรัตยา" ความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ราชสำนักไทย
ย้อนรอย 200 ปี "พระที่นั่งพิมานรัตยา" ความสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ราชสำนักไทย
สำนักพระราชวังกำหนดเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดาในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง
เปิดประวัติ "พระที่นั่งพิมานรัตยา"
ในอาณาบริเวณของพระบรมมหาราชวัง มีหมู่พระที่นั่งและพระมหาปราสาทมากมายที่รองรับพระราชพิธีสำคัญมานับร้อยปี หนึ่งในสถานที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ พระที่นั่งพิมานรัตยา ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้เบื้องหลังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยมี "มุขกระสัน" หรือโถงทางเดินยาวเป็นตัวเชื่อมอาคารทั้งสองเข้าด้วยกัน
ประวัติพระที่นั่งพิมานรัตยา เริ่มต้นขึ้นในปีพุทธศักราช 2332 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) เมื่อเกิดเหตุอสนีบาตตกต้องหน้ามุขเด็จ "พระที่นั่งอมรินทราภิเษกมหาปราสาท" จนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามเสียหาย พระองค์จึงมีพระราชดำริให้รื้อถอนซากอาคารเดิมและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระมหาปราสาทองค์ใหม่ขึ้นทดแทน พร้อมปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมให้งดงามสมส่วนยิ่งขึ้น
ในการนี้ ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งองค์ใหม่ต่อจากมุขหลังของพระมหาปราสาท และพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งพิมานรัตยา” ก่อนจะพระราชทานนามพระมหาปราสาทองค์ใหม่ข้างหน้าว่า “พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท”
“พระที่นั่งพิมานรัตยา” เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทาสีขาว ยกพื้นสูง โดดเด่นด้วยเสาลอยรับหลังคารอบอาคาร มีระเบียงพร้อมเสารายล้อมรอบทางทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ ส่วนหลังคาเป็นชั้นลด 3 ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบสี ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์อย่างสมพระเกียรติ
บริเวณหน้าบันจำหลักรูปพระพรหมทรงหงส์ ซุ้มพระทวารประดับซุ้มเรือนแก้วลายดอกพุดตาน และซุ้มพระบัญชรเป็นซุ้มทรงบันแถลง ปิดทองประดับกระจกอย่างประณีต
ตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา บทบาทของ “พระที่นั่งพิมานรัตยา” มีการปรับเปลี่ยนตามวาระและยุคสมัย ในอดีตพระมหากษัตริย์ทรงใช้เป็นพระวิมานที่บรรทมเมื่อเสด็จมาประทับ ณ หมู่นี้ เช่น ในรัชกาลที่ 3 ทรงเคยประทับเป็นเวลานานถึง 1 ปี ระหว่างการบูรณะหมู่พระมหามณเฑียร
ต่อมาในบางโอกาส ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในชั้นสูง รวมถึงในรัชกาลที่ 6 ทรงใช้เป็นสถานที่ชุมนุมมหาสมาคมสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารฝ่ายใน เพื่อเข้ารับพระราชทานอิสริยยศ
ในระยะหลัง สำนักพระราชวังใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่สรงน้ำพระบรมศพและพระศพเจ้านายหลายพระองค์ เช่น ในพุทธศักราช 2489 ใช้เป็นที่สรงน้ำพระบรมศพรัชกาลที่ 8, พุทธศักราช 2498 สรงน้ำพระบรมศพสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, พุทธศักราช 2527 สรงน้ำพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 รวมถึงในพระราชพิธีสรงพระบรมศพของรัชกาลที่ 9
ตามโบราณราชประเพณี หลังจากเสร็จสิ้นพิธีสรงพระศพ สำนักพระราชวังจะอัญเชิญพระบรมศพหรือพระศพไปประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทที่อยู่เบื้องหน้าเสมอ การอัญเชิญพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในครั้งนี้ จึงถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทย
(ข้อมูลอ้างอิง: หนังสือ “พระบรมมหาราชวัง” จัดทำโดยสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2549 และภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก ม.ล.ชัยนิมิตร นวรัตน)
กำหนดการเข้าถวายสักการะพระศพ
สำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคส่วนต่างๆ เข้าถวายสักการะพระศพและร่วมน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณตามกำหนดการ ดังนี้
- วันที่ 13 มิถุนายน 2569 (08.30 – 12.00 น.): ประชาชนทั่วไปเข้าถวายน้ำสรงพระศพ เบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง
- เริ่มวันที่ 14 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป (08.30 – 16.00 น.): ประชาชนทั่วไปเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ทุกวัน พร้อมลงนามถวายความอาลัยในสมุดหลวง
- เริ่มวันที่ 27 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป (09.00 – 21.00 น.): ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ประชาชนสามารถเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ได้ทุกวัน
- หลังจากการพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 100 วัน: พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ทุกภาคส่วน ทั้งราชสกุล องคมนตรี รัฐบาล ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ







