
'หมอยง'ชี้ไวรัสฮันตาในไทยเสี่ยงต่ำมาก-เผยคนละสายพันธุ์กับแอนดีส
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต ยันไทยเสี่ยงไวรัสฮันตาต่ำมาก แม้พบในสัตว์ฟันแทะมานานกว่า ๔๐ ปีแต่คนละสายพันธุ์กับระบาดในอเมริกาใต้ ชี้ไม่ติดต่อระหว่างคนสู่คน
KEY
POINTS
- ศ.นพ.ยง ยืนยันว่าความเสี่ยงของไวรัสฮันตาในประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำมากและไม่น่ากังวล
- ไวรัสฮันตาที่เคยพบในไทยเป็นคนละสายพันธุ์กับสายพันธุ์ "แอนดีส" ที่มีความรุนแรงและกำลังเป็นข่าวในอเมริกาใต้
- โดยทั่วไปเชื้อไวรัสฮันตาไม่ติดต่อจากคนสู่คน ยกเว้นสายพันธุ์แอนดีสซึ่งยังไม่มีรายงานการระบาดในไทย
ราชบัณฑิตยสถานยันไทยเสี่ยงต่ำ ไวรัสฮันตาคนละสายพันธุ์ระบาดนอก
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงกรณีความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของโรคไวรัสฮันตา (Hantavirus) โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะเคยตรวจพบหลักฐานทางพันธุกรรมของเชื้อดังกล่าวในสัตว์ฟันแทะจำพวกหนูพุก รวมถึงพบแอนติบอดีในประชาชนบางกลุ่มมานานกว่า 40-50 ปี แต่สายพันธุ์ที่พบในประเทศไทยเป็นคนละสายพันธุ์กับสายพันธุ์ "แอนดีส" (Andes) ที่กำลังเป็นข่าวในอเมริกาใต้ จึงถือว่าความเสี่ยงในประเทศอยู่ในระดับต่ำมากและไม่เป็นที่น่ากังวล
สำหรับลักษณะทางชีววิทยาของไวรัสฮันตา เป็นไวรัสในกลุ่มอาร์เอ็นเอ (RNA virus) วงศ์ Hantaviridae มีหนูและสัตว์ฟันแทะเป็นแหล่งรังโรคหลัก การติดเชื้อในมนุษย์มักเกิดจากการสูดดมละอองฝุ่นที่ปนเปื้อนสิ่งคัดหลั่งของสัตว์ อาทิ ปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลาย โดยโรคนี้แบ่งกลุ่มอาการสำคัญเป็น 2ลักษณะ ได้แก่
- กลุ่มอาการไข้เลือดออกร่วมกับความผิดปกติของไต (HFRS): มักพบในทวีปเอเชียและยุโรป
- กลุ่มอาการทางเดินหายใจและปอด (HPS): มักพบในทวีปอเมริกา มีความรุนแรงสูง
ทั้งนี้ อาการเบื้องต้นของผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ และคลื่นไส้อาเจียน ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดสภาวะไตวายหรือน้ำท่วมปอดจนหายใจล้มเหลว
อย่างไรก็ตาม ศ.นพ.ยง เน้นย้ำว่าโดยทั่วไปไวรัสชนิดนี้ "ไม่ติดต่อจากคนสู่คน" ยกเว้นสายพันธุ์แอนดีสที่พบในอเมริกาใต้เท่านั้นที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 30-40 แต่ยังไม่มีรายงานการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ดังกล่าวในประเทศไทยแต่อย่างใด
แหล่งที่มา : เพจเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan (คลิกอ่าน)







