
สภาผู้บริโภค จี้ รัฐ ลดเก็บภาษีน้ำมัน กำกับ ปตท.กระจายน้ำมันทั่วถึง
“รสนา โตสิตระกูล” แนะรัฐกำกับ ปตท.ห้ามปรับราคาน้ำมันเก่า-กระจายน้ำมันถึงต่างจังหวัด ลดความตื่นตระหนก จี้ลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงเหลือเพียง ลิตรละ 1 สตางค์
นางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า มาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤตราคาน้ำมัน ที่รัฐบาลควรทำคือ การกำกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ ไม่ให้ปรับราคาน้ำมันที่เป็น “สต็อกเก่า” หากไม่สามารถดำเนินการได้ทันที รัฐบาลควรประกาศ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเท่ากับราคาที่จะปรับขึ้น เพื่อป้องกันการกักตุน และสกัดไม่ให้ผู้ค้าน้ำมันฉวยโอกาสขึ้นราคาหน้าปั๊ม
ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 6.92 บาทต่อลิตร รัฐบาลสามารถทยอยลดภาษีดังกล่าวลงเป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันจะคลี่คลาย ยกตัวอย่าง ช่วงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2556 สมัยรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รัฐบาลเคยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 29.99 บาทต่อลิตร โดยลดการเก็บภาษีสรรพสามิตลงเหลือเพียง ลิตรละ 1 สตางค์ ซึ่งช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนได้
นอกจากนี้ รัฐบาลควรกำกับ บริษัท ปตท. ซึ่งมีหุ้นในโรงกลั่นน้ำมัน 4 จาก 6 โรงกลั่นในประเทศ ให้ร่วมมือในการกระจายน้ำมันไปยังต่างจังหวัดอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของประชาชน ทั้งในเรื่องความกลัวน้ำมันขาดแคลน และความกังวลว่าราคาจะสูงจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้
หากรัฐบาลดำเนินมาตรการเช่นนี้ จึงจะสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชาชนก่อน ตามที่มักกล่าวว่า ‘ประชาชนต้องมาก่อน’ และต้องได้รับการดูแลก่อน
นางสาวรสนา ยืนยันว่า ประเทศไทยกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้เอง 100% โรงกลั่นไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากสงคราม แต่ค่าการกลั่นกลับขึ้นจาก 2 บาทเป็น 6 บาท คิดเป็น 3 เท่า มันมากเกินไป
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าค่าการกลั่นในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2 บาทต่อลิตร เป็นราว 6 บาทต่อลิตร ขณะที่กระทรวงพลังงานชี้แจงว่าเป็นผลจากสถานการณ์ตลาดโลกที่มีความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย ทำให้ค่าการกลั่นปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกลไกตลาด
อย่างไรก็ตาม นางสาวรสนา ระบุว่าคำอธิบายดังกล่าว ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของประเทศไทย เนื่องจากไทยสามารถกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปใช้เองได้ทั้งหมด และโรงกลั่นในประเทศไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง
รัฐมีอำนาจ “กำกับค่าการกลั่น” แต่ไม่ทำ
นางสาวรสนา อธิบายว่า โดยปกติแล้วเมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามหรือความขัดแย้งในหลายพื้นที่ของโลก อาจทำให้กำลังการกลั่นในบางประเทศลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าการกลั่นในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นแต่สำหรับประเทศไทย การใช้กลไกราคาตลาดโลกอาจไม่สะท้อนสถานการณ์จริง เนื่องจากประเทศไทยกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้เอง 100% โรงกลั่นไทยไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม
ทั้งนี้ ในสภาวะปกติ ค่าการกลั่นตามมาตรฐานอยู่ที่ประมาณ 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือ 1.30 – 1.40 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่รวมกำไรของโรงกลั่นไว้แล้ว ดังนั้นการที่ค่าการกลั่นในประเทศเพิ่มขึ้นไปถึง 6 บาทต่อลิตร จึงถือว่าสูงกว่าระดับปกติอย่างมาก
นางสาวรสนา ระบุว่า รัฐบาลสามารถควบคุมราคาน้ำมันในกรณีที่ค่าการกลั่นพุ่งสูงเกินสมควรได้ โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ สงครามรัสเซีย – ยูเครน ที่ค่าการกลั่นเคยพุ่งสูงเช่นกัน และมีการเสนอให้รัฐบาลพิจารณา เก็บ ‘ภาษีลาภลอย’ (Windfall Profit Tax) จากกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น ซึ่งในเวลานั้นกระทรวงการคลังเคยระบุว่า รัฐมีเครื่องมือทางกฎหมายที่สามารถจัดเก็บภาษีดังกล่าวได้หากตัดสินใจดำเนินการ
ในต่างประเทศการเก็บภาษีลาภลอย รัฐบาลจะเก็บภาษีที่เกินจากค่าการกลั่นมาตรฐาน (7 เหรียญต่อบาร์เรล) 25-90% ดังนั้นรัฐบาลไทยสามารถเก็บภาษีลาภลอยที่เกินจาก 2 บาทขึ้นไป ในอัตราตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และนำเงินส่วนนั้นมาชดเชยราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันได้
นอกจากนี้ โครงสร้างการถือหุ้นของโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมันประมาณ 6 แห่ง และอย่างน้อย 4 แห่งมีบริษัท ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ขณะที่กระทรวงการคลังถือหุ้นในบริษัท ปตท. มากกว่า 50% นั่นแปลว่ารัฐบาลมีอำนาจเพียงพอในการกำหนดทิศทางนโยบายพลังงาน
ย้ำรัฐ ปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ
นางสาวรสนา กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ “โครงสร้างราคาพลังงาน” เพราะแม้น้ำมันจะกลั่นในประเทศ แต่ราคายังอ้างอิงเหมือนเป็นการนำเข้าจากสิงคโปร์ ทำให้ต้นทุนบางส่วนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในประเทศ เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทาง ถูกคิดรวมอยู่ในค่าน้ำมันด้วย ซึ่งการกำหนดโครงสร้างดังกล่าวทำให้ราคาพลังงานในประเทศผันผวนตามตลาดโลก ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้น หนึ่งในข้อเสนอสำคัญที่จะแก้ปัญหาราคาน้ำมันได้ที่ต้นตอคือ ยกเลิกการอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์
นางสาวรสนา ให้ข้อมูลว่า ในอดีตรัฐบาลใช้วิธีดังกล่าวเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนตั้งโรงกลั่นในประเทศ แต่ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไป เพราะประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูปและส่งออกได้ปีละกว่า 3 – 4 แสนล้านบาท จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องอ้างอิงราคาจากต่างประเทศอีกต่อไป
กรณี ก๊าซธรรมชาติก็เช่นกัน เพราะก๊าซหุงต้ม (LPG) ที่ใช้ในครัวเรือนของไทยทั้งหมดยังอ้างอิงราคานำเข้าจากตลาดซาอุดีอาระเบีย ทั้งที่ประเทศไทยผลิตก๊าซจากอ่าวไทยได้ประมาณ 3 ล้านตันต่อปี ขณะที่ความต้องการใช้ของครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี
“รัฐบาลควรใช้สถานการณ์ปัญหาด้านราคาพลังงานที่ผันผวน เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ทั้งน้ำมั้นรวมทั้งก๊าซธรรมชาติ เพราะอำนาจในการกำหนดนโยบายดังกล่าวอยู่ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน” นางสาวรสนา ระบุ
ทั้งนี้ นางสาวรสนาให้ความเห็นว่า หากโครงสร้างราคาพลังงานยังไม่ถูกปรับปรุง ภาระสุดท้ายจะตกอยู่กับประชาชน ทั้งในรูปของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ภาษี และภาระหนี้สาธารณะจำนวนกว่าแสนล้านบาท เงินจำนวนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับระบบพลังงานล้วนมาจากภาษีของประชาชน
อนึ่ง ประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 15 มี.ค.2569 ติดลบ 12,605 ล้านบาท







