"เอกนิติ" เผย "คนละครึ่ง พลัส เฟส 2" มีงบพร้อม-รอหารือ กกต.
"เอกนิติ"เสียดาย รัฐบาลอายุสั้น! ยังไม่ได้ทำครบทุกมาตรการที่ตั้งใจไว้ ลั่น "คนละครึ่ง พลัส เฟส 2" ต้องรอหารือ กกต. แต่ยืนยันมีงบพร้อม
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังกล่าวปาถกฐาพิเศษในหัวข้อ ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นประเทศไทยสู่อนาคต เสร็จสิ้นว่า เรื่องการยุบสภา เราทราบกันอยู่แล้วว่ามันจะขึ้น
เนื่องจากนายกฯประกาศไว้ตั้งแต่วันแรกที่ดำรงตำแหน่ง ว่าจะยุบสภาวันที่ 31 มกราคม 2569 เพียงแต่ความจำเป็นทางการเมือง จึงทำให้นายกฯ ต้องประกาศยุบสภาเร็วขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งไม่ได้ผิดไปจากที่เคยคาดการณ์ไว้ เพียงแต่ว่าระยะในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆสั้นลง อย่าง คนละครึ่ง พลัส เฟส 2
อย่างไรก็ตามความคืบหน้าของ คนละครึ่ง พลัส เฟส 2 ขณะนี้ ต้องรอหารือ ร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก่อน ว่าสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลได้เตรียมงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวไว้เรียบร้อยแล้ว
นายเอกนิติ ระบุว่า โครงการที่น่าเสียดายคือ โครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ที่รัฐบาลยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ เนื่องจาก ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ทำให้โครงการดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ตอนที่รัฐบาล ออกแบบนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้คำนึงถึงเรื่องการยุบสภาไว้อยู่แล้ว ดังนั้น นโยบาย Quick Big Win ต่างๆ จึงถูกออกแบบภายใต้ระยะเวลาการทำงานที่มีอย่างจำกัดภายใน 4 เดือน ดังนั้นยืนยันว่าการดำเนินนโยบายต่างๆยังอยู่ในกรอบเดิม แม้อายุของรัฐบาลจะสั้นกว่าที่คาดไว้ แต่ได้ถูกดำเนินการไปแล้ว ถึง 99%
เช่น โครงการคนละครึ่ง พลัส ที่พบว่าจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2568 มียอดการใช้จ่ายสะสมในโครงการทั้งสิ้น 72,000 ล้านบาท ซึ่ง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความคึกคักของการบริโภคภายในประเทศ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 จะโตมากกว่าที่หลายหน่วยงานคาดการณ์ไว้
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการ แก้ไขปัญหาหนี้เสียภาคครัวเรือน ที่มีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ผ่านการซื้อหนี้เสียเข้ามาบริหารจัดการโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC ซึ่งจะสามารถช่วยให้ลูกหนี้ 3 ล้าน 4 แสนราย กลับมามีสถานะปกติและลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง ที่จะเริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม 2569
ขณะที่ มาตรการ Thailand Fastpass ที่จะช่วยให้เกิดการลงทุนจริง มากกว่า 480,000 ล้านบาท ตั้งแต่ปลายปี 2568 จนถึงปี 2569 ซึ่งจะช่วย ให้มีเม็ดเงินประคับประคองเศรษฐกิจไทย ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านและช่วงระหว่างรอการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นได้อีกด้วย
รวมถึงก่อนที่จะมีการยุบสภา รัฐบาลได้อนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุนใหม่ของ สำนักงานส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เพิ่มเติมอีก 15 โครงการ มูลค่ากว่า 240,000 ล้านบาท ซึ่ง เป็นโครงการที่ลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 180,000 ล้านบาท ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านดิจิทัลของไทย
ส่วนในเรื่องส่งเสริมการออม รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว คือ โครงการพันธบัตรออม Plus ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน สามารถซื้อพันธบัตรรัฐบาล ในราคาขั้นต่ำ 1,000 บาท ที่ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยหรือปานกลางสามารถเริ่มออมเงินได้ง่ายขึ้น โดยจะเริ่มโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เป็นต้นไปเช่นเดียวกัน
นายเอกนิติ ย้ำว่า การดำเนินมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ได้คำนึงถึงกรอบวินัยการคลัง โดยมาตรการต่างๆไม่ได้ใช้เม็ดเงินงบประมาณใหม่ แต่เป็นการใช้เม็ดเงินเดิมที่มีอยู่แล้ว รวมถึงการตั้งเป้าที่จะทำให้ตัวเลขการขาดดุลทางการคลัง เหลือไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 และการรักษาระดับหนี้สาธารณะ ให้อยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง ไม่เกิน 70% ต่อ GDP
ส่งผลให้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ หรือ Rating Agency ยังคง อันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับเดิมที่มีเสถียรภาพ ทำให้มั่นใจว่าในอนาคต ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะหากถูกปรับลดระดับลงจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้นค่อนข้างมาก
ส่วนความคืบหน้าการเจรจาภาษีสหรัฐ ระบุว่า เรื่องนี้มอบหมายให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบเจรจากับทางผู้แทนการค้าสหรัฐต่อ
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้ถามนายเอกนิติ ว่า ได้ตอบรับการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือยัง ซึ่งนายเอกนิติ ไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าว เพียงแค่หันมาส่งยิ้มให้ และกล่าวว่า "เป็นเกียรติ"
ทั้งนี้ นายเอกนิติ ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลชุดนี้ ถึงแม้ช่วงเวลาทำงานจะสั้น แต่เชื่อว่าผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้ทำไปจะช่วยให้ GDP ไทย ในไตรมาสที่ 4 โตมากกว่า 1% ซึ่งสูงกว่าที่หลายหน่วยงานเคยคาดการณ์ไว้ว่าจะโตเพียง 0.3% พร้อมกับเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะโตไม่ต่ำกว่า 2% อย่างแน่นอน


