
น้ำท่วม67 ใครรับผิดชอบ จับตาการเมืองรวมศูนย์อำนาจแก้ปัญหาได้ผล?
สถานการณ์น้ำท่วม67 มี41หน่วยงานเกี่ยวข้อง แต่หน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน ทำให้การแก้ไขปัญหาสะเปะสะปะไร้ทิศทาง ไม่ตอบโจทย์ประชาชน จับตาฝ่ายการเมือง ตั้งศปช. นายกฯแพทองธารมอบอำนาจภูมิธรรม รวมศูนย์อำนาจบริหารจัดการเบ็ดเสร็จได้จริงหรือไม่
ประเทศไทยเกิด สถานการณ์น้ำท่วม67 ตั้งแต่ 16สิงหาคม67 ตามรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ระบุปัจจุบัน 24กันยายน 67 มีสถานการณ์น้ำท่วม67 เกิดขึ้น 33 จังหวัด ประกอบด้วย
เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก พะเยา น่าน ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ เลย อุดรธานี หนองคาย นครพนม บึงกาฬ หนองบัวลำภ ปราจีนบุรี อ่างทอง พระนครศรีศรีธยา ปทุมธานี ระยอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี กูเก็ต ยะลา นครศรีธรรมราช พังงา ตรัง สตูล
มีบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ 163,025 ครัวเรือนในพื้นที่ 179อำเภอ 788 ตำบล 4,135 หมู่บ้าน มีผู้เสียชีวิตจากอุทภภัย 23 ราย มีผู้เสียชีวิตจากดินถล่ม 23 ราย รวมผู้เสียชีวิต 46 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 24 รายและยังคงมีสถานการณ์ในพื้นที่ 9 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เชียงราย เชียงใหม่ น่าน ลำปาง แพร่ พิษณุโลก เลย หนองคาย พระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมพื้นที่ 34 อำเภอ 157 ตำบล 630 หมู่บ้าน
สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ซึ่งถือเป็นคลังข้อมูลระบบน้ำแห่งชาติ ระบุว่าประเทศไทยมีถึง 41 หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำทั้งหมดที่เกี่ยวข้องยึดโยงกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ได้แก่
- กรมโยธาธิการและผังเมือง
- กรมเจ้าท่า
- เทศบาล,เมือง,นคร
- กรมโรงงานอุตสาหกรรม
- กรมการข้าว
- กรมควบคุมมลพิษ
- กรมชลประทาน
- กรมทรัพยากรน้ำ
- กรมธนารักษ์
- กรมประมง
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
- กรมพัฒนาที่ดิน
- กรมสรรพากร
- กระทรวงการคลัง
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- กรมอุตุนิยมวิทยา
- กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่
- กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
- กระทรวงสาธารณสุข
- กระทรวงอุตสาหกรรม
- การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
- การประปานครหลวง
- คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
- คณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- คณะกรรมการการประปานครหลวง
- คณะกรรมการการประปาส่วนภูมิภาค
- คณะกรรมการควบคุมมลพิษ
- คณะกรรมการหมู่บ้าน, ตำบล, อำเภอ
- คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
- คณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ
- คณะกรรมการป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนแห่งชาติ
- คณะกรรมการน้ำบาดาล
- คณะกรรมการจัดรูปที่ดินกลาง
- องค์การบริหารส่วนจังหวัด
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, สภาท้องถิ่น
- สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคม
- สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล
- ธนาคารแห่งประเทศไทย
- คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
จะเห็นว่าประเทศมีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องน้ำจำนวนมาก แต่ละหน่วยงานจะมีหน้าที่แตกต่างกันไป ทว่าทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ กลับถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะเรื่องการเตือนภัยที่ไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งเรามีทั้งกรมทรัพยากรน้ำ สำนักวิจัย พัฒนา และอุทกวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติกรมทรัพยากรธรณี กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ร่วมมือกับภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยและฟื้นฟูพื้นที่ อาทิ ทีมกรุ๊ป ผู้ให้บริการงานด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแหล่งน้ำและการชลประทาน การป้องกันน้ำท่วม ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบประปาและการระบายน้ำ
ปัญหามีว่า เราควรจะฟังใคร เชื่อข้อมูลหน่วยงานไหน ใครเป็นเจ้าภาพจัดการปัญหา เพราะต้องยอมรับในข้อเท็จจริงว่า การบริหารสถานการณ์น้ำท่วม67 ที่ผานมายังเป็นไปแบบสะเปะสะปะ ไม่เข้าเป้าถูกจุด ทำให้เกิดความเสียหายจำนวนมากที่ยังประเมินมูลค่าไม่ได้ เพราะยังอยู่ในภาวะเผชิญกับสถานการณ์ที่ยังไม่จบ
ทุกหน่วยงานมีข้อมูลแต่กลับไม่ถูกนำมาใช้ทำให้เห็นภาพการทำงานที่ไม่เคยสอดประสานและลงตัวแถมมีรอยต่ออยู่ตลอดเวลาหรือที่เรียกว่า ต่างคนต่างไม่ตอบโจทย์ของประชาชนที่อยากรู้เพียงว่าเมื่อฝนตกน้ำจะท่วมสูงแค่ไหนการคาดการณ์ภัยที่จะมาถึงจึงเป็นเรื่องที่ประชาชนต้องอาศัยประสบการณ์เฉพาะตัว
เมื่อไม่มีเจ้าภาพบริหารจัดการสถานการณ์ ขณะที่น้ำท่วม67 ยังสร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้กับประชาชนเพราะฝนตกหนัก น้ำป่า ดินถล่ม ยังเกิดขึ้นรายงานวันตามสภาวะการณ์แห่งฤดู จึงมีความพยามของฝ่ายการเมืองเข้ามารวมศูนย์อำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ซึ่งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานฯ เพื่อเข้ามาตอบโจทย์เรื่องนี้
ศูนย์ ศปช.จัดประชุมครั้งแรกเมื่อ18กันยายน 67 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นคณะทำงานประกอบด้วย สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน และกรมประชาสัมพันธ์
เพื่อให้การบริหารสถานการณ์น้ำท่วม67เป็นศูนย์ one stop service ในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบมีการบูรณาการทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบการทำงานศูนย์ ศปช.ได้ให้ทุกหน่วยรายงานสถานการณ์น้ำท่วม67 ทุกวันโดยให้ส่งเข้าไลน์กลุ่มคณะทำงานก่อนเวลา 12.00 น. ของทุกวัน และเห็นชอบแนวทางการจ่ายเงินเยียวยาในกรณีพิเศษ และมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้า รวมถึงเห็นชอบการมอบอำนาจให้ ผอ.ศปช. ปฏิบัติหน้าที่แทน ศปช. เพื่อให้การดำเนินการของ ศปช. เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์
เมื่อพิจารณาจากบทบาทหน้าที่ศูนย์ ศปช.จากความพยายามรวมศูนย์อำนาจของฝ่ายการเมือง เท่ากับนายภูมิธรรม มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำท่วม67
ดังนั้น เป็นที่น่าจับตาต่อไปจากนี้ การทำงานศูนย์ศปช.จะมีประสิทธิภาพในการบูรณาการจากทุกภาคส่วนแบบเบ็ดเสร็จโดยยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง ได้ผลงานเป็นรูปธรรมเข้าถึงการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเพื่อให้ ประชาชนปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีขวัญกำลังใจที่ดีจริงหรือไม่







