หุ้นไทยปรับขึ้นตามตลาดภูมิภาค ปิดภาคเช้าบวก11จุด

วันที่ 08 มิ.ย. 2563 เวลา 13:17 น.
หุ้นไทยปรับขึ้นตามตลาดภูมิภาค ปิดภาคเช้าบวก11จุด
ตลาดหุ้นไทยปิดภาคเช้าที่ระดับ 1,447.35 จุด เพิ่มขึ้น 11.65 จุด มูลค่าซื้อขายราว 57,050 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 63 ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกหลังจากเปิดตลาดก่อนปิดช่วงเช้าที่ระดับ 1,447.35 จุด เพิ่มขึ้น 11.65 จุด (+0.81%) มูลค่าซื้อขายราว 57,050 ล้านบาท โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,454.95 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,443.61 จุด

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค จากปัจจัยบวกตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน พ.ค.ของสหรัฐออกมาสวนทางจากที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะลดลงแต่กลับเพิ่มขึ้นมาก

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 5-7% ในตลาดน้ำมันต่าง ๆ จากการที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส บรรลุข้อตกลงขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน 9.7 ล้านบาร์เรล/วัน ออกไปจนถึงเดือน ก.ค.จากเดิมจะสิ้นสุดในเดือน มิ.ย.นี้ รวมถึงตลาดยังมีมุมมองบวกต่อราคาน้ำมันที่น่าจะยังมี upside จากการที่ซาอุดีอาระเบียส่งสัญญาณต้องการขยับราคาน้ำมัน หลังเมื่อวานนี้ (7 มิ.ย.) ประกาศเพิ่มราคาขายน้ำมันอย่างเป็นทางการ (OSP) มายังตลาดเอเชีย สำหรับเดือน ก.ค.แบบมีส่วนเพิ่ม 0.2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.ที่มีส่วนลด 5.9 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล คิดเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นมาถึง 6.1 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

กรณีดังกล่าวนับเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่มพลังงานที่ดีดตัวขึ้นมา แต่โดยภาพรวมยังมองว่าน่าจะเป็นการเก็งกำไรเท่านั้น ทั้งในส่วนของพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP และกลุ่มโรงกลั่น โดยเฉพาะในกลุ่มโรงกลั่นที่แม้ราคาน้ำมันสูงขึ้นจะเป็นบวกต่อกำไรสต็อกน้ำมัน แต่การที่ซาอุดีอาระเบียเพิ่มราคาขายน้ำมันในตลาดเอเชียก็จะทำให้ต้นทุนกลุ่มโรงกลั่นสูงขึ้น ซึ่งจะสะท้อนมายังกำไรจากการดำเนินงานที่จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ที่ซาอุดีอาระเบียให้ส่วนลดราคาขายน้ำมัน

ขณะที่ PTTEP แม้จะได้รับผลดีด้านจิตวิทยาทางบวกจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ในระยะต่อไปผลการดำเนินงานของ PTTEP ยังเป็นขาลงจากราคาขายก๊าซฯปรับลดลง และในปี 65 ที่สิ้นสุดสัมปทานเดิมในแหล่งบงกชและเอราวัณ ก็จะมีการปรับราคาขายก๊าซฯใหม่ซึ่งมีแนวโน้มปรับลดลงมากจากราคาปัจจุบัน

ส่วนเงินทุนไหลเข้า ระยะสั้นยังมีแนวโน้มเป็นบวก จากเม็ดเงินที่เข้ามาในภูมิภาคต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการปรับพอร์ตลงทุน จากการลดน้ำหนักในตลาดพันธบัตรหันมาเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นแทน แต่ยังคงประเมินได้ยากว่ากรณีดังกล่าวจะสิ้นสุดเมื่อใด เพราะด้วยขนาดตลาดพันธบัตรใหญ่กว่าตลาดหุ้นค่อนข้างมาก ดังนั้น การขยับขึ้นของราคาหุ้นในขณะนี้ยังต้องระวังความเสี่ยงด้วย โดยอาจจะเลือกหุ้นที่ยัง laggard หรือหุ้นที่มั่นคงและมีการจ่ายปันผลที่ค่อนข้างดี

นายกิจพณ กล่าวอีกว่า การลงทุนช่วงบ่ายยังคงเป็นบวก แต่อาจจะเผชิญแรงขายทำกำไรออกมาบ้างหลังหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นไปมากแล้ว มองกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1,440-1,454 จุด หากผ่านแนวต้านที่ 1,454 จุด ก็จะมีแนวต้านใหญ่ถัดไปที่ 1,500 จุด

ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

BAM มูลค่าการซื้อขาย 4,894.92 ล้านบาท ปิดที่ 26.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.20 บาท

MINT มูลค่าการซื้อขาย 3,633.21 ล้านบาท ปิดที่ 23.60 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท

PTT มูลค่าการซื้อขาย 3,172.52 ล้านบาท ปิดที่ 41.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท

PTTEP มูลค่าการซื้อขาย 2,585.48 ล้านบาท ปิดที่ 104.00 บาท เพิ่มขึ้น 5.25 บาท

PTTGC มูลค่าการซื้อขาย 1,424.47 ล้านบาท ปิดที่ 51.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท