2แบงก์ใหญ่สั่งทบทวนแผนธุรกิจในจีน

วันที่ 25 มิ.ย. 2556 เวลา 20:43 น.
2แบงก์ใหญ่สั่งทบทวนแผนธุรกิจในจีน
ธนาคารกรุงเทพ-กสิกรไทย สั่งทบทวนแผนธุรกิจในจีนหลังเศรษฐกิจออกอาการถดถอย คุมเข้มสินเชื่อ-คุณภาพหนี้ แนะธุรกิจไทยใช้เครื่องมือปิดความเสี่ยงถูกคู่ค้าชักดาบ

นายพิพิธ เอนกนิธิ รองกรรมการผู้จัดการ สายธุรกิจจีน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างทบทวนแผนการเติบโตธุรกิจในจีนปีนี้ โดยในระยะสั้นจะชะลอการเติบโตสินเชื่อชั่วคราว หลังทางกลางจีนเริ่มส่งสัญญาณชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจลง ด้วยการไม่อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเพื่อผ่อนคลายภาวะการเงินตึงตัว แต่ในระยะยาวยังคงเป้าจะเติบโตสินเชื่อในประเทศจีนปีนี้ประมาณ 2.8 พันล้านหยวนหรือ 1.5 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ธนาคารเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะไม่ลุกลามจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพหนี้และสภาพคล่องของธนาคาร เนื่องจากธุรกิจของธนาคารในจีนยังมีขนาดเล็กและมีสัดส่วนการกู้ยืมระหว่างธนาคารเพียง 10 % นอกจากนี้ ยังมองว่าทางการจีนซึ่งเป็นเศรษฐกิจแบบปิดจะไม่ยอมให้ปัญหารุนแรงจนกระทบการจ้างงาน โดยพร้อมจะเข้ามาอัดฉีดสภาพคล่องในระบบได้ทุกเมื่อ

“ในมุมหนึ่งเรามองว่านี่ถือเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลจีนเพิ่มความระวัดระวังมากขึ้น แต่ระยะสั้นเราคงเพิ่มความระมัดระวังธุรกิจในจีน เบรกเพื่อรอดูสถานการณ์สักระยะเพราะเศรษฐกิจจีนยังอยู่ระหว่างหาจุดสมดุลว่าจะชะลอการเติบโตลงมาอยู่ที่ระดับใด ส่วนแผนระยะยาวเรื่องขยายสาขาและยกระดับเป็นธนาคารท้องถิ่นจะยังเดินหน้าต่อ”นายพิพิธ กล่าว

นายพิพิธ กล่าวว่า จากความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นในจีนขณะนี้ ธนาคารอยากแนะนำให้ธุรกิจไทยมีการค้ากับคู่ค้าจีน ให้ความสำคัญกับวิธีการชำระค่าสินค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้น โดยเลือกคู่ค้าที่น่าเชื่อถือหรือร้องขอให้คู่ค้ามีการเปิดแอล/ซี เพื่อป้องกันความเสี่ยง เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจไทยที่ค้าขายกับจีนกว่า 70 % มีการชำระค่าสินค้ากันโดยตรง ขณะที่อีก 30 % ใช้บริการนายหน้าในฮ่องกง

นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า กลุ่มที่เราเป็นห่วงมากหน่อยคือลูกค้าที่ส่งออกไปจีน เพราะนอกจากต้องเจอกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเจอการผิดนัดชำระจากคู่ค้าด้วย เพราะเศรษฐกิจจีนตอนนี้มีปัญหาหนี้เสียในระบบ และเริ่มชะลอตัว หากเป็นไปได้ผู้ประกอบการควรทำแอล/ซี เพื่อปิดความเสี่ยงเพิ่มเติม

นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนในขณะนี้อาจมีผลต่อการแผนการเติบโตธุรกิจในจีนของธนาคารในปีนี้ เนื่องจากธนาคารต้องเพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อและคัดกรองลูกค้าในจีนให้เข้มงวดขึ้น แต่เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบในเชิงคุณภาพหนี้ของธนาคาร เพราะในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารมีการเติบโตธุรกิจในจีนด้วยความระมัดระวังและไม่เร่งรีบ

“เรามองว่าทางการจีนคงต้องการส่งสัญญาณอะไรบางอย่างให้ผู้เล่นทางการเงินเพิ่มความระมัดระวัง เป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลมก่อนจะเกิดปัญหารุนแรง ดังนั้นธุรกิจในจีนจะยังเติบโตได้แต่อาจโตช้าลง” นายไชยฤทธิ์ กล่าว

นายไชยฤทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารยังไม่มีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อในจีน เนื่องจากนโยบายของธนาคารต้องการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปอยู่แล้ว โดยในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมาสินเชื่อยังเติบโตได้ตามเป้า อย่างไรก็ตาม ธนาคารจะเพิ่มความเข้มงวดด้านการดูแลความเสี่ยงให้สอดคล้องกับการส่งสัญญาณของทางการจีน

เอ็กซิมแบงก์พร้อมอุ้มผู้ส่งออกไทยไปจีน

นายจารุพัฒน์ พานิชยิ่ง ผู้อำนวยการ ฝ่ายรับประกันการส่งออก ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ เปิดเผยว่า ต้องติดตามมาตรการที่รัฐบาลจีนจะออกมาว่ามีผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างไรอย่างใกล้ชิด เพราะล่าสุดเชื่อว่าผลกระทบยังคงอยู่ที่ระดับมหภาคเท่านั้น ทั้งนี้ต้องรอดูต่อว่าจะมีการนโยบายเช่น การขึ้นดอกเบี้ยแรง หรือ มีการคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ถึงจะกระทบต่อภาคธุรกิจการส่งออก และการรับประกันการส่งออกของธนาคาร

สำหรับวงเงินที่รับประกันการส่งออกไปจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10 % ของการรับค้ำประกันทั้งหมดหรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 8,000 - 1 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภค บริโภค และเม็ดพลาสติก

เบื้องต้นจากการประเมินเชื่อว่าปีนี้การส่งออกไปจีนจะลดลง เพราะทีผ่านมาจีนนำเข้าข้าวหอมมะลิจากไทย แต่เนื่องจากปีนี้ผลผลิตข้าวของจีนดีขึ้น และราคาข้าวของไทยแพง ทำให้คาดว่าการนำเข้าข้าวจากไทยน่าจะลดลง ซึ่งที่ผ่านมา 10 ปี การรับประกันการส่งออกไปจีนมีเสียหายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

"การทำธุรกิจกับจีน เหมือนจะยากในตอนแรกเพียงต้องตกลงกันให้รู้เรื่อง ถ้ามีการทำการค้ากันแล้วจนมีความสัมพันธ์ พ่อค้าคนจีนจะพยายามเคลียร์หนี้ให้หมดถ้าเรายอมผ่อน หรือลดราคาในช่วงที่เขามีปัญหา ต่างจากการทำการค้ากับฝรั่ง ถ้าหากตัวเขามีปัญหาคนที่เกี่ยวข้องก็จะต้องมีปัญหาตามไปด้วย"นายจารุพัฒน์กล่าว

ผลจากโกลแมนด์แซค ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปีนี้ลงเหลือ 7.4%จาก7.8%และลดปี2557จาก8.4%เหลือ7.7% ทำให้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ดีบีเอสวิคเคอร์สเชื่อว่าจะมีหลายโบรกเกอร์ที่จดลดประมาณการตามมาและมีโอกาสที่คาดการณ์เศรษฐกิจใหม่ของจีนจะต่ำกว่าเป้าหมายการเติบโตที่รัฐบาลจีนคาดไว้7.5%ที่จะฉุดเศรษฐกิจโลกให้ลดตามทั้งนี้การเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลงจะฉุดเศรษฐกิจไทยมากโดยทุกการลดลงของเศรษฐกิจจีน1%จะทำให้เศรษฐกิจไทยลดลงถึง2.4%ในช่วง12เดือนข้างหน้า

บล.ดีบีเอสวิคเคอร์สให้ข้อมูลว่าบริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในจีนคือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหารธนาคารกรุงเทพธนาคารกสิกรไทยบริษัทบ้านปูบริษัทอินโดรามาเวนเจอร์สบริษัทสวนอุตสาหกรรมโรจนะบริษัทฮานาไมโครอีเลคโทรนิคส์ บริษัทสหยูเนี่ยน และเครือสหพัฒน์ นอกจากนั้นยังมีธุรกิจปิโตรเคมีและเดินเรือที่มีธุรกรรมทางการค้ากับจีนและได้รับแรงกดดันจากราคาโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มซบเซาต่อเนื่อง

นายริชาร์ด โจนส์ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัทอินโดรามาเวนเจอร์สกล่าวว่าบริษัทมีโรงงานทำพลาสติกPETเพื่อผลิตขวดในจีนที่สร้างรายได้ให้บริษัทแค่10%ของยอดขายทั้งหมดนับว่าไม่มากและบริษัทมีโรงงานกระจายอยู่ทุกทวีปจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนักโดยโรงงานส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐและยุโรป

ทั้งนี้ยังคาดว่าปีนี้บริษัทจะมีรายได้เติบโตจากปีก่อน19%และกำไรก่อนหักดอกเบี้ยภาษีและค่าเสื่อมเติบโต27% น.ส.อมรา เจริญกิจวัฒนกุล กรรมการ บริษัท สวนอุตสาหกรรม โรจนะ กล่าวว่านิคมอุตสาหกรรมของบริษัทในจีนไม่ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงเพราะคาดว่าจะปิดโครงการเฟส2มูลค่า3,000ล้านบาทในปีนี้จากการที่ขายที่ในนิคมไปแล้วกว่า80%โดยลูกค้าจ่ายเงินสด เหลือรอแค่โอนที่ดินเท่านั้นดังนั้นจึงไม่น่ากังวลกับสถานการณ์ปัจจุบัแต่อย่างใด

นอกจากนั้นการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนนั้นได้มีสัญญาณสะท้อนให้เห็นก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น ตลาดภายในรับรู้นานแล้ว

เอกชนยันยังไม่ได้รับผลกระทบจากฟองสบู่เศรษฐกิจจีน

นายสารสิน วีระผล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี เปิดเผยว่า ธุรกิจการเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารของบริษัทเข้าไปลงทุนในจีนในขณะนี้ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของจีนที่การเติบโตของจีดีพีลดลง เพราะการบริโภคในครัวเรือน กำลังการซื้อของผู้บริโภคยังจับจ่ายใช้สอยตามปกติ

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นจีนขณะนี้ ได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติต่างๆ ที่เข้าไปลงทุน ขณะที่ภาคการส่งออกของไทย ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย สำหรับแผนการลงทุนในจีนของบริษัท ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้มีการลงทุนในเม็ดเงินที่สูงเมื่อเช่นในอดีต

นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เปิดเผยว่า โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์ถ้วยบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปในจีน ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจของจีนที่เติบโตลดลง และมองว่า เศรษฐกิจไม่ดีจะส่งผลให้ผู้บริโภคหันมากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากขึ้น

ทั้งนี้บริษัทจะได้รับอานิสงส์ ยอดการสั่งผลิตบรรจุภัณฑ์ถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น สำหรับบริษัทขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะลงทุนในจีน เนื่องจากยังไม่มีแผนลงทุนธุรกิจที่น่าสนใจ และคาดว่ายอดขายบรรจุภัณฑ์ถ้วยเติบโต 10% จากเดิมที่มียอดสั่งซื้อ 80ล้านถ้วยต่อเดือน

“ภาคการส่งออกของไทยไปในประเทศจีนในสัดส่วน 10% ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย โดยยางพาราคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากจีนมีการสั่งซื้อยางพาราไทย เพื่อผลิตเป็นล้อรถยนต์” นายพิพัฒ กล่าว

นายบุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท สหพัฒนพิบูล ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจในจีนที่เติบโตลดลง เพิ่งเป็นการส่งสัญญาณเท่านั้น และคาดว่าจะไม่กระทบต่อผู้ประกอบการที่เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานในประเทศจีน เพราะมองว่ากำลังการซื้อผู้บริโภคจีนยังดีอยู่

สำหรับจีนยังเป็นประเทศมหาอำนาจที่น่าจะลงทุนอยู่ เพราะมีประชากรสูง อย่างไรก็ตามการลงทุนในแต่ละประเทศ ผู้ประกอบการต้องมีความระมัดระวัง ต้องเข้าใจรอบรู้ทุกอย่างก่อนจะตัดสินใจลงทุน เพราะการลงทุนในทุกประเทศมีความเสี่ยงทุกๆ อย่าง

นายไพรัช บูรพชัยศรี รองประธานกรรมการสภาธุรกิจไทย-จีน กล่าวว่า การค้าระหว่างประเทศไม่น่าเป็นไปได้ที่จะใช้เงินสดในการซื้อขาย เนื่องจากอันตราย ไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินได้ และเพื่อป้องกันการฟอกเงินการค้าจึงต้องเข้าระบบธนาคาร ซึ่งจีนก็ใช้ระบบนี้เช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาการค้าไทยจีนมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องเดียวคือ สามารถค้าขายระหว่างเงินหยวนกับเงินบาทได้ โดยไม่ต้องแลกเป็นเงินสกุลที่สาม ทำให้ไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) กล่าวว่า ปัญหาเศรษฐกิจในจีน อาจส่งผลกระทบต่อส่งออกสินค้าเกษตรของไทยบ้าง แต่ไม่มาก เพราะเศรษฐกิจจีนยังดีอยู่ แต่รัฐบาลระมัดระวังการลงทุนเพื่อป้องกันปัญหาฟองสบู่ จึงเชื่อว่าจีนยังมีกำลังซื้ออยู่ อย่างไรก็ตาม สินค้าเกาตรบางตัวที่ส่งออกไปจีน เช่น ยางพารา อาจได้รับผลกระทบมากกว่าสินค้าอื่น เพราะลูกค้าปลายทางคือสหรัฐและยุโรปมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นกัน ส่งผลให้ราคายางพาราไม่ขยับขึ้น

สำหรับผลไม้นั้น จีนถือว่าเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย แต่คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะปัจจุบันจีนต้องการผลไม้ไทยมากโดยเฉพาะลำไยที่ส่งออกไปปีละกว่า 6 พันล้านบาท มังคุดประมาณ 1 พันล้านบาท ทุเรียน 4 พันกว่าล้านบาท โดยปี 2555 ไทยส่งออกผลไม้และผลิตภัณฑ์ที่ไม่รวมยางพรารา ไปจีนมูลค่าประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท ส่วนยางพารา ทั้งยางแท่ง ยางแผ่น ฯลฯ มีมูลค่าส่งออก ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ส่วน 4 เดือนแรกของปีนี้ส่ออกแล้ว 1.8 หมื่นล้านบาท