การลงทุนจีน…ไม่มีไม่ได้แล้ว

วันที่ 18 พ.ย. 2563 เวลา 07:22 น.
การลงทุนจีน…ไม่มีไม่ได้แล้ว
คอลัมน์ ตลาดนัดการเงิน โดย...ปริยดา สงวนหล่อสิทธิ์ ธนาคารกสิกรไทย

แน่นอนว่านักลงทุนส่วนใหญ่มองว่าสถานการณ์การลงทุนในปีนี้มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีที่ต้องเผชิญกับ วิกฤตการณ์ไวรัส COVID-19 ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มอาจมองหาการลงทุนที่ปลอดภัยและเงินต้นไม่หาย แม้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ต่ำก็ตาม แต่นักลงทุนบางกลุ่มกลับมองว่าการลงทุนในเงินฝากหรือตราสารหนี้ได้ผลตอบแทนที่ไม่จูงใจ จึงขยับหันมาลงทุนในตลาดหุ้นหรือกองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงมากขึ้นเพื่อเพิ่มผลตอบแทน

การลงทุนยอดนิยมในตลาดหุ้นยักษ์ใหญ่ 2 ประเทศ คงหนีไม่พ้นการลงทุนในตลาดหุ้นจีนและสหรัฐฯ ซึ่งกำลังขับเคี่ยวแย่งชิงความเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกอยู่ในขณะนี้ ทั้งสองประเทศนี้มีความโดดเด่นทั้งด้าน Technology และ Innovation โดยที่ฝั่งประเทศสหรัฐฯเป็นตลาดหุ้นที่โดดเด่นสำหรับการลงทุนมาต่อเนื่องยาวนานหลายปี จะเห็นได้ว่าดัชนีของตลาดหุ้น S&P 500 และ Nasdaq มีการเติบโตของราคาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่านักวิเคราะห์จากหลายสถาบันจะมีการเตือนถึงความร้อนแรงของตลาดหุ้นเป็นระยะๆ เพราะกลัวว่าตลาดจะมีการปรับฐานลงมา แต่ตลาดหุ้นสหรัฐฯก็ยังทำจุดสูงใหม่ได้เรื่อยๆ ในขณะที่ตลาดหุ้นจีน เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก ถึงขนาดมีการเปรียบเทียบกันระหว่างยอดขายและผลกำไรของทั้งสองตลาดในบางอุตสาหกรรม เช่น E-Commerce ซึ่งทำได้ดีทั้งคู่ แต่ตลาดจีนนั้นแม้ยอดขายจะไม่ได้สูงเท่ากับฝั่งของสหรัฐฯ แต่ผลกำไรสามารถทำได้อย่างโดดเด่น

ด้านฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเริ่มมีความผันผวนมากขึ้น สาเหตุจากนักลงทุนมีการเทขายทำกำไรออกมาจากความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของผลการเลือกตั้ง เพราะผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้งสองท่านมีการชูนโยบายในการหาเสียงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สำหรับตลาดหุ้นจีนนั้นช่วงที่ผ่านมากลับมีความผันผวนน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด และแม้ว่าหลังการเลือกตั้งสหรัฐฯจะออกมาในทิศทางใด ปัญหาเรื่องสงครามการค้าระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่ก็ยังคงจะดำเนินต่อไป แต่นักวิเคราะห์ก็ยังคงเชื่อมั่นว่าจีนจะเป็นคู่ต่อกรกับสหรัฐฯได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งหมายความว่าตลาดหุ้นจีนจะได้รับความน่าสนใจไม่แพ้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ถ้าพูดถึงความน่าสนใจของการลงทุนในตลาดหุ้นจีนแล้ว คงหนีไม่พ้นการลงทุนในธุรกิจใหม่หรือ New Economy เช่นกลุ่ม New Technology, IT, Healthcare และConsumer ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอยู่ในประเทศจีนตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิวัฒนาการอย่าง อาลีบาบา ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มในการเป็นตัวกลางให้บริการซื้อและขายของออนไลน์ ด้านแอปพลิเคชันการสั่งอาหารออนไลน์ การใช้จ่ายซื้อของผ่านระบบซื้อสินค้าแบบไม่ใช้ธนบัตร (Cashless) ด้านการแพทย์ก็ไม่น้อยหน้ามีการวิจัยหายารักษาโรค วัคซีนรักษาไวรัส หรือแม้กระทั้งด้านสินค้าอุปโภคบริโภคเช่นเหล้าพรีเมียมรองรับกับรสนิยมของคนจีนที่มีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และด้วยจำนวนประชากรของประเทศจีนที่มีจำนวนมากทำให้การบริโภคในประเทศมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

จากทั้งหมดที่กล่าวไป จึงไม่น่าแปลกใจที่นักลงทุนในประเทศไทยจะหันมาลงทุนในตลาดหุ้นจีนมากขึ้น ผ่านกองทุนรวมที่จัดตั้งโดย บลจ. ต่างๆ นอกจากนี้ตลาดหุ้นจีนยังมีความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ระดับของอัตราส่วนทางการเงินอย่างค่า Forward P/E ในอีก 12 เดือนข้างหน้าที่สะท้อนว่าตลาดหุ้นจีนยังถูกอยู่มากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในประเทศอื่นๆโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ

รวมถึงปัจจัยสนับสนุนอื่นๆอีกมากมายเช่น การฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งจีนเป็นประเทศแรกที่พบผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากแต่สามารถควบคุมไวรัสจนเปิดประเทศได้ก่อนเพื่อน การเติบโตของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการของจีน (PMI) ขยายตัว 6 เดือนติดต่อกันแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากการจ้างงานในภาคบริการที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนภาคการผลิตก็ขยายตัวอยู่ที่ระดับ 53.6 ในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศที่กลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการประชุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนช่วงปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติในอีก 5 ปีข้างหน้าที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ประกาศก้าวสู่การสร้างชาติให้เป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี ยกระดับเป็น “สังคมนิยมโมเดิร์น”

จากปัจจัยสนับสนุนทั้งหมดที่กล่าวมา ทำให้ตลาดหุ้นจีนดูน่าสนใจมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ทั้งนี้หากจะเลือกลงทุนแล้ว กลยุทธ์ของนักลงทุนอาจจะแตกต่างกันไปตามความชอบส่วนบุคคล นักลงทุนบางกลุ่มชื่นชอบการเทรดจับจังหวะการซื้อขายทำกำไรเป็นช่วงๆ บางกลุ่มคัดเลือกสินทรัพย์ที่ชอบแล้วลงทุนถือยาว และมีการทยอยเข้าซื้อเพิ่มระหว่างทาง ส่วนบางกลุ่มอาจลงทุนแบบสม่ำเสมอทุกๆเดือนด้วยจำนวนเงินเท่าๆกันที่เรียกว่า DCA ( Dollar Cost Average ) ล้วนทำได้ทั้งนั้น