posttoday
อยาก (ให้ลูก) สมองดี...สุขภาพที่ดี (ของลูก) ต้องมาก่อน

อยาก (ให้ลูก) สมองดี...สุขภาพที่ดี (ของลูก) ต้องมาก่อน

11 กุมภาพันธ์ 2563

คอลัมน์ ทันเศรษฐกิจ โดย...อาจารย์อัครนัย ขวัญอยู่ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยา และมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ (ศาสตราจารย์ 11)ศาสตราจารย์ได้รับเงินเดือนขั้นสูง (ศาสตราจารย์ 11) และ ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาพัฒนาการเศรษฐกิจ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า www.econ.nida.ac.th; piriya.pholphirul.blogspot.com

งานศึกษาในหลาย ๆ ชิ้นในต่างประเทศได้อธิบายถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก” ซึ่งการดูแลสุขภาพนี้ดูได้จากรูปแบบการใช้ชีวิตของเด็กไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมการกิน การนอน หรือการออกกำลัง

หนึ่งในนั้นคืองานศึกษาเรื่อง Physical Activity and Cognitive Functioning of Children ของ Bluma และ Lipowska ในปี 2018 ซึ่งอธิบายว่าเมื่อเด็กมีการเล่นกีฬา หรือการทำกิจกรรมที่ใช้พละกำลัง ร่างกายจะสังเคราะห์สาร Brain Derived Neurotrophic Factor (BDNF) ซึ่งมีส่วนช่วยในเรื่องพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม มีข้อถกเถียงกันในวงวิชาการว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาใดเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ก่อนเริ่มเรียน หรือหลังเลิกเรียน? เพราะช่วงเวลาในการออกกำลังที่ต่างกันส่งผลต่อการสังเคราะห์สาร BDNF ที่ต่างกัน และยังไม่รวมถึงผลกระทบข้างเคียงอื่น ๆ ที่มีต่อร่างกายของเด็ก เช่น เด็กที่ออกกำลังกายก่อนเข้าเรียนแม้ว่ามุมหนึ่งอาจกระตุ้นให้เด็กมีความตื่นตัว แต่กระนั้น เด็กอาจจนเกิดความอ่อนเพลีย หรือความรู้สึกไม่สบายตัวจากเหงื่อไคลอาจส่งผลให้เด็กมีสมาธิในการเรียน เป็นต้น

อีกหนึ่งงานศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการรับประทานอาหารเช้าเองก็ส่งผลต่อการพัฒนาทักษะทางปัญญาด้วยเช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นคืองานศึกษาเรื่อง Breakfast Eating Habit and Its Influence on Attention-concentration, Immediate Memory and School Achievement ของ Gajre และคณะ (2008) ซึ่งได้ทำการศึกษาประเด็นดังกล่าวในบริบทของประเทศอินเดีย เพื่อศึกษาผลกระทบทางด้านสมองอันเกิดจากการที่เด็กละเลยอาหารมื้อสำคัญของวันอย่างอาหารมื้อเช้า โดยในงานศึกษาได้อธิบายว่า ในอาหารเช้ามีสารอาหารที่จำเป็นต่อสมองอย่างเช่น กลูโคส (glucose) ซึ่งช่วยเลี้ยงสมอง และช่วยให้หน่วยความจำเฉพาะหน้า หรือ Immediate Recall Memory ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น เด็กที่ขาดอาหารมื้อสำคัญนี้ไป ย่อมส่งผลให้เกิดอุปสรรคในการเรียนในชั้นเรียนได้

ในกรณีของประเทศไทย ข้อค้นพบจาก “โครงการการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านสะเต็มศึกษาของเด็กไทยเพื่อให้ก้าวไกลทันยุคประเทศไทย 4.0” โดยมีศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) เป็นหัวหน้าโครงการ โดยร่วมทำวิจัยกับอาจารย์อัครนัย ขวัญ (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ซึ่งโครงการศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยงานวิจัยนี้ได้นำข้อมูล Program for International Student Assessment (PISA) โดยมีกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 8,249 คน จาก 273 โรงเรียนทั่วประเทศมาทำการศึกษาเพื่อหาความสัมพันธ์ของการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารเช้าต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาซึ่งวัดผ่านการสอบ 3 รายวิชาได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ และวิชาการอ่าน

ในด้านการออกกำลังกาย ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่มีการออกกำลังกายตอนเช้า มีคะแนนสอบเฉลี่ยต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังอยู่ 40.28 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ 48.43 คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ และ 49.91 คะแนนในวิชาการอ่าน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าว เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ หรืออาจกล่าวได้ว่า การออกกำลังกายในช่วงเช้าส่งผลในทางลบกับคะแนนสอบของเด็ก ในทางกลับกัน เด็กที่มีการออกกำลังกายในตอนเย็น หรือหลังเลิกเรียน จะมีคะแนนสอบเฉลี่ยมากกว่าเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังอยู่ 16.29 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ 20.11 คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ และ 26.62 คะแนนในวิชาการอ่าน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าว เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติเช่นกัน

ข้อค้นพบนี้ สามารถตอบคำถามในเบื้องต้นได้ว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการออกกำลังกาย คือ “ช่วงเวลาหลังเลิกเรียน” ไม่ใช่ “ช่วงเวลาก่อนเข้าเรียน”

นอกจากเรื่องช่วงเวลาในการออกกำลังกายแล้ว จำนวนวันที่ออกกำลังกาย และความเข้มข้นในการออกกำลังกาย นับเป็นอีกตัวชี้วัดที่สำคัญในการวัดคุณภาพของกิจกรรมที่ใช้พละกำลังของเด็ก โดยจากผลการวิเคราะห์ พบว่า จำนวนวันที่ออกกำลังกายมีความสัมพันธ์กับคะแนนสอบทั้งสามรายวิชาอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ

สำหรับเด็กที่มีการออกกำลังกายแบบทั่ว ๆ ไป หรือประเภทที่ไม่ได้ใช้พละกำลังสูง เป็นประจำทุกวัน (7 วันต่อสัปดาห์) จะมีคะแนนสอบเฉลี่ยมากกว่าเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังเลยแม้แต่วันเดียว อยู่ 18.09 คะแนน ในวิชาคณิตศาสตร์ 14.22 คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ และ 14.36 คะแนนในวิชาการอ่าน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าว เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็กที่มีการออกกำลังกายประเภทใช้พละกำลังสูง (High Intensity Training) กลับมีผลลัพธ์ในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ เด็กที่มีการออกกำลังกายประเภทดังกล่าวเป็นประจำทุกวัน (7 วันต่อสัปดาห์) จะมีคะแนนสอบเฉลี่ยต่ำกว่าเด็กที่ไม่ได้ออกกำลังประเภทนี้เลยอยู่ 25.95 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ 34.9 คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ และ 45.81 คะแนนในวิชาการอ่าน ซึ่งความแตกต่างดังกล่าว เป็นความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติ

จากผลการศึกษาข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า ประเภทของการออกกำลังมีผลอย่างสำคัญในการพัฒนาทักษะทางสติปัญญาของเด็ก หากเด็กมีการออกกำลังที่ใช้พละกำลังสูงมากเกินไป จะส่งผลในทางลบต่อตัวเด็กเองในที่สุด ดังนั้น มิใช่ว่าทุกการออกกำลังกายจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กเสมอไป โรงเรียนและผู้ปกครองจึงต้องตระหนักถึงความเหมาะสม พยายามไม่จัดกิจกรรมที่ใช้พละกำลัง หรือชั่วโมงพลศึกษาไว้ในคาบเรียนช่วงเช้าของวัน และการออกกำลังไม่ควรเป็นการออกกำลังแบบใช้พละกำลังสูง เช่น ยูโด มวยไทย หรือยกน้ำหนัก

เมื่อพิจารณาในด้านการรับประทานอาหารเช้า ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่รับประทานอาหารเช้าจะมีคะแนนสอบเฉลี่ยมากกว่าเด็กที่ไม่รับประทานอาหารเช้าอยู่ 6.8 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ 1.38 คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ และ 0.49 คะแนนในวิชาการอ่าน นอกจากนี้ จากการศึกษาเพิ่มเติมของคณะผู้ศึกษายังพบว่า มีเด็กไทยมากถึง 1 ใน 10 ที่ไม่ได้รับประทานอาหารมื้อเช้า โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองขนาดใหญ่ มากกว่าเด็กที่อาศัยในเมืองขนาดเล็ก หรือชนบท ซึ่งอาจสรุปในเบื้องต้นได้ว่า วิถีชีวิตของคนเมืองที่เร่งรีบ อาจส่งผลทำให้เด็ก หรือผู้ปกครองไม่สามารถจัดสรรเวลาในการรับประทานอาหารมื้อเช้าได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงปัจจัยด้านที่ตั้งเพียงอย่างเดียวที่ส่งผลต่อการรับประทานอาหารเช้า แต่ยังมีประเด็นเรื่องสถานะทางเศรษฐสังคมของเด็กด้วย โดยจากผลการวิเคราะห์ พบว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐสังคมต่ำส่วนใหญ่ จะเป็นเด็กที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า และมีคะแนนการสอบในวิชาต่างๆ ต่ำ ในขณะที่ เด็กที่เกิดในครอบครัวที่มีสถานะทางเศรษฐสังคมสูงส่วนใหญ่ จะเป็นเด็กที่ได้รับประทานอาหารเช้า และมีคะแนนการสอบในวิชาต่างๆ สูง ซึ่งอาจอนุมานได้ว่าสถานะทางเศรษฐกิจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้เด็ก “อด” อาหารมื้อสำคัญนี้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น การส่งเสริมแต่เพียงอาหารสมอง แต่ขาดการพัฒนาอาหารกายที่สมบูรณ์ ทั้งการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รวมไปถึงการได้รับโภชณาการอาหารเช้าที่ครบถ้วนจึงเป็นสิ่งจะเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศได้

ข่าวล่าสุด

ค้านแผนหยุดรถไฟเข้ากรุงชั้นใน คนวงในรฟท.แนะสร้างทางข้ามแทนตัดเส้นทาง

ค้านแผนหยุดรถไฟเข้ากรุงชั้นใน คนวงในรฟท.แนะสร้างทางข้ามแทนตัดเส้นทาง