สศก. หารือเอกชน ลงพื้นที่จ.ชัยนาท พัฒนาโคเนื้อรับFTA

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 12:15 น.
สศก. หารือเอกชน ลงพื้นที่จ.ชัยนาท พัฒนาโคเนื้อรับFTA
สศก. ร่วม พรีเมียม บีฟ  เกาะติดโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อรองรับ FTA 

นางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงการติดตามความคืบหน้า ผลการดำเนินงานของโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อรองรับ FTA ณ คอกกลาง (Central Feedlot) ของบริษัท พรีเมียม บีฟ จำกัด อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ซึ่ง สศก. ได้ลงพื้นที่วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 โดยโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อรองรับ FTA 

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถการผลิตโคเนื้อและเนื้อโคให้สามารถแข่งขันได้ พัฒนาประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์เพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน สร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายการผลิตตลอดห่วงโซ่ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถการตลาด สามารถแข่งขันรองรับผลกระทบที่จะเกิดจาก FTA  ให้แก่กลุ่มเกษตรกร 4 เครือข่าย 

ได้แก่ 1. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนา จังหวัดเชียงราย  2. วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อคุณภาพดีตากฟ้าจังหวัดนครสวรรค์ 3. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อไทย จังหวัดราชบุรี 4. วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเครือข่ายพัฒนาโคเนื้อ จังหวัดตาก และบริษัท พรีเมียม บีฟ จำกัด  มีระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2563 – 2571 วงเงินสนับสนุน 161.78 ล้านบาท โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

สำหรับการดำเนินงานโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อรองรับ FTA  ได้ดำเนินการการก่อสร้างคอกกลาง โรงเก็บอาหาร สำนักงาน อาคารปฏิบัติการ และปรับปรุงคอกกลาง ซื้อโคก่อนขุนและปัจจัยการผลิต เพื่อเข้าเลี้ยงขุนในคอกกลาง (Central Feedlot) จัดซื้อครุภัณฑ์และอุปกรณ์ และซื้อโคขุนปลายน้ำเพื่อแปรสภาพ 

อย่างไรก็ตามในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แม้โครงการฯ จะประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 การแพร่ระบาดของโรคลัมปิสกิน (Lumpy Skin Disease) และโรคปากเท้าเปื่อยในโค รวมถึงภาวะเศรษฐกิจหดตัวต้นทุนด้านอาหารสัตว์และค่าขนส่งที่สูงขึ้น จึงอาจส่งผลกระทบบางส่วนต่อแผนการดำเนินงาน สศก. จึงได้ลงพื้นที่และหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการเข้ามากำกับดูแล ติดตามควบคุมการดำเนินงานของทั้ง 4 เครือข่าย และ 1 บริษัท ให้ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ สศก. ในฐานะหน่วยงานผู้ดูแลกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ หรือ กองทุน FTA ได้ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว โดยกำหนดแผนจะลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานรวมถึงการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ไตรมาส เพื่อสร้างระบบการเลี้ยงโคตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้เป็นไปอย่างครบวงจร โดยจะมีการรายงานผลการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรทั้ง 4 เครือข่ายให้ทราบต่อไป

ทั้งนี้ สินค้าโคเนื้อ นับเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมจากตลาดภายในประเทศอย่างมาก แต่ปริมาณการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งหากประเทศไทย สามารถผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพได้ จะส่งผลให้ไทยสามารถลดการนำเข้าเนื้อโคจากต่างประเทศได้ ยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ ตั้งแต่ผลิตจนถึงตลาด 

ทั้งนี้ กองทุน FTA ยินดีให้คำปรึกษาแก่กลุ่มเกษตรกร หรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีข้อเสนอโครงการต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรไทย 

โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 2561 4727 หรือ อีเมล fta.oae@gmail.com รวมถึงช่องทางผ่านเว็บไซต์ www.กองทุนปรับโครงสร้างภาคเกษตร.com  และ Facebook: กองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร (กองทุน สกท.)