‘บิ๊กตู่’รับข้อเสนอช่วยเอสเอ็มอี ปลดล็อกติดเครดิตบูโร

วันที่ 23 มิ.ย. 2564 เวลา 19:39 น.
‘บิ๊กตู่’รับข้อเสนอช่วยเอสเอ็มอี ปลดล็อกติดเครดิตบูโร
นายกฯถกหาทางออกช่วยเอสเอ็มอี ฝ่าวิกฤตโควิด ด้านเอกชนขานรับนโยบายเปิดประเทศ นำร่อง “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์”ใช้เป็น “โมเดล” เปิดกิจกรรมเศรษฐกิจในพื้นที่เป้าหมาย

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมหารือนโยบายช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยเชิญสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทยและสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มาร่วมหารือถึงนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพื่อให้สามารถประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตินี้โควิด-19 และไปต่อได้  

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าระหว่างการประชุมนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ภาคเอกชนถือเป็นพันธมิตรสำคัญของรัฐบาลในการเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนเอสเอ็มอีตามแนวทางและมาตรการของรัฐ โดยเฉพาะการจูงใจให้เอสเอ็มอีมาจดทะเบียนกับภาครัฐ เพื่อให้เข้าถึงมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ เช่น  เข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ช่วยเสริมสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ อาทิ การสนับสนุนให้ได้รับสินเชื่อ/สินเชื่อ Factoring ดอกเบี้ยต่ำ ร่นระยะเวลาการชำระสินเชื่อการค้าแก่ SMEs ที่เป็นผู้ขายให้เร็วขึ้น

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังได้ขอให้สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)หารือร่วมกับสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยเพื่อเพิ่มบทบาทในการสนับสนุนเอสเอ็มอี ที่สอดรับกับความต้องการ รวมทั้งสั่งการให้เร่งประชาสัมพันธ์และขยายผลมาตรการช่วยเหลือต่างๆทั้งของภาครัฐและเอกชนและการเพิ่มศักยภาพและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยจะให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการทันทีเพราะเอสเอ็มอีจำนวนมากกำลังประสบปัญหาในทุกวันนี้   อย่างไรก็ตามหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ตอบรับแนวทางนโยบายการเปิดประเทศ 120 วัน พร้อมสนับสนุนการฉีดวัคซีนตามแผนเปิดประเทศ และจะใช้ “ภูเก็ตโมเดล” เป็นต้นแบบ ในการจัดทำมาตรการให้สามารถเปิดพื้นที่เศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้หอการค้าไทยได้นำเสนอมาตรการระยะสั้นและวางรากฐานช่วยเอสเอ็มอี ไทย อาทิ การปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ผ่านผู้ประกอบการค้าปลีก ปลดล็อกลูกหนี้ที่ติดเครดิตบูโร/NPL เข้าถึงแหล่งเงินทุน ให้รัฐผ่อนคลายกฎระเบียบให้สถาบันทางการเงินมีอิสระในการใช้ดุลยพินิจมากขึ้น

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า สภาหอการค้าฯ สนับสนุนการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี ที่จะเปิดประเทศ 120 วัน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับคนต่างชาติว่าประเทศไทยมีความพร้อมแล้ว และมีความจำเป็นต้องนำเงินจากต่างประเทศเข้ามาในเมืองไทย        

ขณะนี้เหมือนกับเรายังกินบุญเก่า โดยนำเงินของตัวเองมาเยียวยา หามาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอ หากยังไม่มีธุรกิจใหม่ เมื่ออัดฉีดเงินเข้าไปยัง ผู้ประกอบการ หรือ เอสเอ็มอี ก็ยังต้องพึ่งเงินสนับสนุนเยียวยาจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ซึ่งยังไม่พอ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ  

“ในช่วง 120 วันนี้ต้องรู้ว่าต้องทำสิ่งไหนบ้าง เช่นนายกรัฐมนตรีจะต้องหาวัคซีนมาให้เพียงพอในการบริการฉีดประชาชนคนไทยให้ถึง 50 ล้านคน ซึ่งตรงนี้จะทำให้สบายใจได้ ขณะเดียวกันทางด้านสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ จะต้องหามาตรการป้องกันไม่ให้โรคระบาดเกิดมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม. ชาว กทม.ต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้โรคโควิดขยายวง ซึ่งเรื่องนี้จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนายกฯคนเดียวไม่ได้ ทุกคนต้องทำงานแบบบูรณาการ”

ส่วนกรณีที่แพทย์เสนอให้ล็อกดาวน์ประเทศ เพราะสถานการณ์แพร่ระบาดยังหนักนั้น ต้องตั้งคำถามตัวเองก่อนว่าทำไมต้องเปิดประเทศ เพราะเชื้อโควิดยังอยู่กับเราต่อไป ฉะนั้นก็จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้เปิดประเทศได้ หากกลัวอย่างเดียว แต่ประเทศอื่นเปิดประเทศไปแล้ว จะทำให้ไทยเสียโอกาส ประเทศใดที่มีวัคซีนเข้าถึงประชาชนได้ เศรษฐกิจประเทศนั้นจะกลับมาอย่างรวดเร็ว ประชาชนจะมีความปลอดภัย และการที่คนต่างประเทศจะเดินทางมาประเทศไทย ก็มีมาตรการควบคุมอยู่แล้ว เช่นเดียวกับประชาชนคนไทยก็ต้องมีความปลอดภัยด้วย  

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี  ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( ส.อ.ท.)  กล่าวว่า ประเด็นที่หารือคือเรื่องสภาพคล่องทางธุรกิจ หรือ Cash Flow การแก้ปัญหาหนี้ NPL ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยขอให้ปรับหลักเกณฑ์หนี้ NPL  ด้วยการให้ธนาคารลดการจัดการความเสี่ยง หรือ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ลงมาได้หรือไม่ ถ้ายังใช้กลไกเดิมก็ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการกู้เงินได้ ดังนั้นทางธนาคารต้องรับไปพิจารณา เนื่องจากสถานการณ์อยู่ในช่วงไม่ปกติ  ทั้งนี้แผนการเปิดประเทศใน 120 วัน จะต้องรีบเข้ามาช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเมื่อเปิดประเทศจะทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น