
ก.ล.ต. กล่าวโทษ “ยิม เลียก” ถือหุ้น VGI เกิน 5% ไม่รายงานตามกฎหมาย
ก.ล.ต. กล่าวโทษ “ยิม เลียก” ต่อ บก.ปอศ. ฐานไม่รายงานการได้มาซึ่งหุ้น VGI เกิน 5% ตามแบบ 246-2 ใน 3 วันทำการ ฝ่าฝืน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
KEY
POINTS
- ก.ล.ต. กล่าวโทษนายยิม เลียก ในฐานะเจ้าของที่แท้จริงของกองทุนแห่งหนึ่งที่เข้าถือหุ้น VGI
- การได้มาซึ่งหุ้นเพิ่มทุนของ VGI ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของกองทุนดังกล่าวข้ามจุด 5% ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมด
- นายยิม เลียก ไม่ได้ยื่นรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ต่อ ก.ล.ต. ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษนายยิม เลียก (Mr. Yim Leak) หรือนายยิม ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณีนายยิม ในฐานะเจ้าของหลักทรัพย์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ของกองทุนแห่งหนึ่ง มิได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ประเภทหุ้นเพิ่มทุนของ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI เมื่อการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ของกองทุนดังกล่าว ข้ามจุด 5% ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ ตามแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 246 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 298 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ)
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 กองทุนแห่งหนึ่งได้มาซึ่งหุ้นเพิ่มทุน VGI ทำให้สัดส่วนการถือหุ้น VGI ของกองทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจนเป็นการข้ามจุด 5% ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ โดย ก.ล.ต. พบข้อเท็จจริงว่า กองทุนดังกล่าวมีนายยิมเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ที่แท้จริง
ดังนั้น นายยิม จึงมีหน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหุ้นดังกล่าวตามแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ได้มาหลักทรัพย์ กล่าวคือภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2567 แต่ปรากฏว่านายยิมไม่ได้ยื่นรายงานดังกล่าวต่อ ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่ประกาศกำหนดเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 246 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 298 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ประกอบกับการที่นายยิมยังมิได้รายงานแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. ทำให้ไม่แน่ชัดว่านายยิม จะรายงานแบบ 246-2 ดังกล่าวเมื่อใด ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษนายยิมต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว
สำหรับรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ของ VGI ณ วันที่ 30 ก.ค.2568 ประกอบด้วย
1.บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 6,701,765,950 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 33.51%
2.CAI OPTIMUM FUND VCC - EDH INVESTMENTS ถือหุ้น 2,900,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 14.50%
3.SI SUK ALLEY LIMITED ถือหุ้น 2,580,128,900 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 12.90%
4.OPUS - CHARTERED ISSUANCES S.A. ถือหุ้น 2,200,000,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 11.00%
5.บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้น 1,230,750,363 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 6.15%
6.ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 935,966,761 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.68%
7.BNY MELLON NOMINEES LIMITED ถือหุ้น 432,841,200 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 2.16%
8.THAI IR LTD ถือหุ้น 321,520,200 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.61%
9.CGS International Securities Hong Kong Limited. ถือหุ้น 312,139,040 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.56%
10.SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED ถือหุ้น 262,586,553 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.31%
11.UOB KAY HIAN PRIVATE LIMITED ถือหุ้น 258,922,916 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.29%
12.UBS AG HONG KONG BRANCH ถือหุ้น 155,133,550 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.78%
13.บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) โดย บลจ. เมธา จำกัด ถือหุ้น 152,021,242 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.76%







