'อีอีซี' เดินหน้าโปรเจ็คเมืองการบินอู่ตะเภาจ่อลงนามสัญญาต้นเดือนมิ.ย.นี้

วันที่ 21 พ.ค. 2563 เวลา 15:31 น.
'อีอีซี' เดินหน้าโปรเจ็คเมืองการบินอู่ตะเภาจ่อลงนามสัญญาต้นเดือนมิ.ย.นี้
บอร์ดอีอีซี ไฟเขียวลงทุนเมืองการบินอู่ตะเภา 2.9 แสนล้าน รัฐได้ผลตอบแทนคืน 1.32 ล้านล้าน ตลอดอายุสัญญา 50 ปี ยันไม่แตะงบประมาณรัฐ แนะศูนย์ซ่อมอากาศยานควรได้ไปต่อ

นายคณิศ  แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)  เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอีอีซี (บอร์ดอีอีซี) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า  ที่ประชุมเห็นชอบโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก มูลค่า 290,000 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายเป็นสนามบินกรุงเทพฯ แห่งที่ 3คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอสผู้ชนะการประมูลต้นเดือนมิ.ย.นี้ 

ทั้งนี้ กลุ่มบีบีเอส ฯได้เสนอผลตอบแทนรัฐเพิ่มเติม คือ ส่วนแบ่งรายได้ 1.32 ล้านล้านบาทตลอดระยะเวลา 50 ปี รายได้จากภาษีอากร มากกว่า 6.2  หมื่นล้านบาท  ก่อให้เกิดการจ้างงาน 15,600 ตำแหน่งต่อปี ในระยะ5 ปีแรกและเมื่อสิ้นสุดสัญญาทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของรัฐ

ขณะเดียวกันยังสามารถคืนงบประมาณ ซี่งนำมาใช้สร้างโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ที่ใช้งบ 117,227 ล้านบาท โดยยังมีรายได้สุทธิ จาก 2 โครงการนี้ เพื่อลงทุนในอนาคต 188,328 ล้านบาท เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจถึง 532,000 ล้านบาท รายได้ภาษีอากร 92,650 ล้านบาท และสร้างตำแหน่งงานอีก 2,9870 คน

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมประสานงานโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เพื่อให้มีการทำงานอย่างบูรณาการเป็นไปตามแผนงานที่กำหนดเชื่อมโยงแผนงานการก่อสร้าง และแผนการเปิดบริการให้สอดคล้องหรือพร้อมกันได้  โดยสนามบินอู่ตะเภาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการรถไฟความเร็วสูง และสร้างความต้องการ ทำให้ปริมาณผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูงเพิ่มขึ้น

ขณะที่โครงการรถไฟความเร็วสูง ทำให้การเดินจากกรุงเทพฯ มายังสนามบินอู่ตะเภาเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ ส่งผลให้ได้รับความนิยมและความสะดวกสบายยิ่งขึ้นในการใช้สนามบิน หากปราศจากโครงการใดโครงการหนึ่ง ประเทศและประชาชนจะได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่  ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังไม่ส่งผลกระทบ ต่อโครงการ เนื่องจาก โครงการจะก่อสร้างเสร็จปี 2566 ซึ่ง สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือไออาตา ประเมินว่าธุรกิจการบินจะกลับมาภายใน 2 ปีจากนี้ไป เมื่อถึงตอนนั้นท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองจะมีการใช้บริการหนาแน่นเหมือนเดิม

นายคณิศ กล่าวถึงกรณีบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จะต้องมีการทำแผนฟื้นฟูกิจการ ว่า ทางอีอีซีจะแนะนำคณะกรรมการจัดทำแผนฟื้นฟูว่าโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ)  ควรได้รับการบรรจุไว้ในฟื้นฟูและดำเนินการต่อไป เนื่องจากเป็นโครงการที่ส่งผลดีต่อการบินไทยไม่ต้องลงทุนสร้างเอง เพียงแต่เช่าตัวอาคารจากกองทัพเรือและลงทุนอุปกรณ์สำหรับใช้ในการซ่อมเครื่องบิน และยังเป็นโครงการที่มีกำไร ส่วนกรณีแอร์บัสไม่พร้อมที่จะร่วมลงทุน แต่พร้อมให้การสนับสนุนทางเทคนิคนั้น การบินไทยสามารถหาผู้ร่วมลงทุนรายใหม่ได้ โดยมีการจัดสรรที่ดิน 250 ไร่ และมีพื้นที่เหลืออีก 300 ไร่ ทำเอ็มอาร์โออีกเช่นกัน 

นายโชคชัย ปัญญายงค์ รองเลขาธิการสายงานโครงสร้างพื้นฐาน สำนักงานอีอีซี กล่าวว่า ในส่วนของโครงการเอ็มอาร์โอ มีเอกชนสนใจมากกว่า 4-5 ราย ด้านการลงทุนก่อสร้างอาคารจะลงทุนโดยกองทัพเรือให้ที่ปรึกษาออกแบบ การก่อสร้างใช้เวลา  3 ปีกว่าอาคารจะเสร็จปี 2566 ระหว่างนี้สามารถคัดเลือกผู้ร่วมทุน ซึ่งระยะเวลาจะสอดคล้องอาคารจะไม่มีเสากลางกว้าง 270 เมตร รองรับเครื่องบินขนาดใหญ่จอดซ่อม  5 ลำ และรองรับเครื่องบินเล็กอีก 3 ลำ สำหรับเครื่องมือซ่อมการบินไทยและเอกชนร่วมทุนจะเป็นผู้ลงทุนจัดหามา